รวบ หัวหน้าแก๊งตูมตาม ตระเวน ลักรถจักรยานยนต์ ทั่ว กทม. กว่า 34 คัน

ตร. สืบสวนภาค 2 รวบ หัวหน้าแก๊งตูมตาม ตระเวน ลักรถจักรยานยนต์ ทั่ว กทม. หลายพื้นที่ รวมกว่า 34 คัน
รวบ หัวหน้าแก๊งตูมตาม ตระเวน ลักรถจักรยานยนต์ ทั่ว กทม. กว่า 34 คัน

ชุดลาดตระเวนออนไลน์ ของ สืบสวน ภาค 2 ได้รับแจ้งเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์สูญหายจำนวนมาก จึงได้จัดทีมสืบสวน ประกอบด้วยสืบสวนภาค 2, สืบสวนนครบาล, สืบสวนบก.น.2, และทีม PCT ตร., ชุดปฏิบัติการที่ 5 ดำเนินการตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลการรับแจ้งและพบว่า คนร้ายมีวิธีการกระทำความผิดที่ท้าทาย คือ “ไม่สนใจกล้องวงจรปิด” แม้รถจักรยานยนต์ที่จะขโมยจอดอยู่หน้ากล้องวงจรปิด ก็จะก่อเหตุโดยไม่มีความเกรงกลัว และจะก่อเหตุลักษณะเดิมซ้ำๆ โดยตระเวนก่อเหตุทั่วกรุงเทพฯเกือบจะทุกวัน เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน อีกทั้งผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระค่ารถจักรยานยนต์ไม่ครบ และต้องมาผ่อนทั้งๆรถจักรยานยนต์สูญหายไป ไม่ได้นำมาใช้งานประกอบอาชีพ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้เร่งสั่งการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แกะรอยสืบสวนล่าตัวขบวนการลักรถจักรยานยนต์รายนี้ โดยชุดสืบสวนระดมไล่กล้องวงจรปิดกว่า 100 ตัว เพื่อเชื่อมโยงหาตัวคนร้าย ตามโครงการกล้องวงจรปิด สมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 (Smart Safety Zone 4.0) จึงสามารถสืบสวนจนทราบตัวคนร้าย คือ นายเอกลักษณ์ หรือกอล์ฟ หัวหน้าแก๊งตูมตาม โดย “แก๊งตูมตาม” ในอดีตเมื่อปี พ.ศ.2553 เป็นกลุ่มคนร้ายที่ออกอาละวาดตระเวนลักรถจักรยานยนต์ ตามใบสั่งที่ได้ โดยเฉพาะปี 2553 กลุ่มนี้ลักรถไปกว่า 100 คัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 แก๊งตูมตามได้ถูกจับกุมเนื่องจากก่อเหตุโจรกรรมรถจักรยานยนต์ ในลานจอดรถ ที่อพาร์ทเม้นท์ แห่งหนึ่งในซอยรามอินทรา 34 จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ได้รับบาดเจ็บ และบุตรชายเจ้าของเสียชีวิต จนหายไปจากวงการอยู่พักใหญ่ และนายกอล์ฟ เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังบุกจับกุม นายกอล์ฟ อีกครั้ง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยจับกุมตัวได้ที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง พื้นที่เขตวัฒนา โดยตรวจยึดพบของกลาง คือ

1. รถจักรยานยนต์ สีดำ หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายกอล์ฟฯยอมรับว่า พึ่งได้จากการก่อเหตุลักมาและกำลังไปซ่อน

2. รถจักรยานยนต์ สีแดง หมายเลขทะเบียน กทม. ที่ลักมาและจอดทิ้งไว้บริเวณทางขึ้น BTS สถานีพหลโยธิน 59

3. อาวุธปืนพกลูกโม่ ขนาด.38 สีเงิน จำนวน 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 6 นัด บรรจุอยู่ภายในรังเพลิง

4. อุปกรณ์ช่างใช้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ จำนวน 8 รายการ

5. คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง (พบการทำทะเบียนปลอมค้างบนหน้าจอ)

ในการจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สามารถจับกุม นายเอกลักษณ์ฯ ได้แบบคาหนังคาเขา ขณะกำลังเข็นรถที่ขโมยมาไปซ่อนในห้องพัก และจากการตรวจค้นห้องพักพบว่า นายกอล์ฟ จะทำทะเบียนปลอมโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วปริ้นด้วยกระดาษมันให้มีขนาดเท่ากับแผ่นป้ายทะเบียนจริง จากนั้นจะนำมาใส่ในกรอบ เพื่อนำมาสวมใส่กับรถที่ขโมยมา รวมไปถึงการปลอมเล่มทะเบียนด้วยเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ และจากการขยายผลการจับกุม นายกอล์ฟ จนต่อพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน โดยให้การและนำเจ้าหน้าที่ตำรวจพาชี้จุดที่เคยก่อเหตุมาทั้งหมด 34 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

โดยหลังจากนี้จะมีการติดต่อประสานงานไปยังสถานีตำรวจทั่วกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อไปยังผู้เสียหายที่เคยถูกขโมยรถจักรยานยนต์ ตามจุดสถานที่นายกอล์ฟ เคยไปก่อเหตุทั้งหมดต่อไป และในวันนี้สามารถติดตามผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลาง ที่นายกอล์ฟ ก่อเหตุขโมยในคืนวันที่ถูกจับกุม และถูกเจ้าหน้าที่จับได้ขณะจะนำรถไปซ่อน โดยผู้เสียหายยืนยันว่า เป็นรถของตนเองจริงและพึ่งจะถูกขโมยไป โดยผู้เสียหายได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนก่อนจะเดินทางกลับ

ในชั้นจับกุม นายกอล์ฟ สารภาพว่า ตนติดคุกมาเป็นเวลา 11 ปี พอพ้นโทษออกมาก็ไม่มีงานทำ เพราะเวลาไปสมัครงานจะต้องตรวจสอบประวัติ แล้วไม่มีใครรับทำงาน ทำให้ไม่มีรายได้ จึงกลับมาก่อเหตุโดยเริ่มก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. 65 จนถึงปัจจุบัน โดยจะขายไปในราคาคันละ ประมาณ 10,000-20,000 บาทต่อคัน และทำเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จนมีความชำนาญ และอ้างว่ากระทำความผิดคนเดียว ไม่ยอมซัดทอดคนอื่น

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2 กล่าวว่า คดีนี้เป็นการร่วมมือตำรวจหลายหน่วย ได้แก่ สืบสวนภาค 2, สืบสวนนครบาล, สืบสวนบก.น.2, และทีมตำรวจ PCT ชุดปฏิบัติการที่ 5 และจากการไล่กล้องวงจรปิดพบว่า คนร้ายก่อเหตุลักษณะอุกอาจมาก โดยมีการพกพาอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำผิด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง และไม่เชื่อว่าเป็นการก่อเหตุเพียงคนเดียว ซึ่งทาง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้รีบดำเนินการขยายผลจับกุมทั้งขบวนการโดยเร็ว

คลิปแนะนำอีจัน
พิสูจน์ความรัก บนความแตกต่าง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co