ธปท.เทียบ 10 ปี ครัวเรือนอีสาน รายจ่ายโตกระฉูด 5 พัน รายรับขยับพันเดียว

น่าห่วง! แบงก์ชาติ เทียบ 10 ปี พบครัวเรือนภาคอีสาน รายจ่ายโตกระฉูด 5 พัน แต่รายรับขยับเพิ่มพันเดียว ซ้ำหนี้สินรุมเร้า

ข่าวนี้พบข้อมูลที่น่าตกใจเลยค่ะ จากการรายงานข้อมูลของแบงก์ชาติ โดยเทียบ 10 ปี คนอีสานมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 1 พันบาท แต่มีรายจ่ายพุ่งทะลุไปที่ 5 พันกว่าบาท ทำให้ปัญหาครัวเรือนมีรายได้ไม่พอใช้จ่ายกระจุกตัวสูงมากที่สุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศ!

วันนี้ (10 ก.ค.67) สืบเนื่องจากวานนี้ 9 ก.ค.67 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนาประจำปี 2567 แก้หนี้เกษตรอีสานอย่างไรให้ยั่งยืน จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในหัวข้อ “การเงินกับความกินดีอยู่ดีของคนอีสาน” ที่จ.ขอนแก่น


ข่าวน่าสนใจอื่น


นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หากจะมีความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องมีรายได้ที่เพียงพอสำหรับรายจ่าย หากดูภาพรวมรายได้ของประเทศโตช้าลงจริงๆ ศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยจากเดิมเคยอยู่ที่ 4-5% แต่ช่วงหลังที่ดูจากตัวเลขสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างสะท้อนความเติบโตของไทยต่ำลงอยู่ที่ราว 3%

“การเติบโตที่ 3% ไม่พอในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่รายได้ต่ำ เศรษฐกิจที่จะเติบโตในระยะยาวต้องสูงกว่านี้ และอีกปัญหาคือการเติบโตมีการกระจุกตัว เพราะเศรษฐกิจเติบโตไม่ทั่วถึงทั้งในแง่ครัวเรือน และธุรกิจ ซึ่งจะเห็นบางกลุ่มโดยเฉพาะรายได้สูงจะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวสูงกว่า จึงไม่ได้รู้สึกว่าเศรษฐกิจมันฟื้น”นายเศรษฐพุฒิกล่าว

ขณะเดียวกัน ภาคอีสานเผชิญกับปัญหารายได้เติบโตช้าไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ซึ่งจะเห็นช่องว่างระหว่างรายได้ครัวเรือนอีสานน้อยกว่ารายจ่ายมากถึง 5,396 บาท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีช่องว่างสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในประเทศ และมีการพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากที่สุดที่ 5,024 บาทต่อครัวเรือน รวมทั้งแรงงานกว่า 50% อยู่ในภาคการเกษตรเป็นสัดส่วนสูงสุด ทำให้โอกาสการเติบโตของรายได้สูงขึ้นมีไม่มากนัก เนื่องจากพึ่งพารายได้เพียง 1 รอบต่อปี

เช่น เกษตรกรที่อยู่ในภาคชลประทานเพียง 5% น้อยกว่าทุกภาค ขณะที่ผลิตภาพต่ำ ซึ่งผลผลิตต่อไร่ปี 65 ไทยอยู่ที่ราว 478 กก.ต่อไร่ หากเทียบกับเวียดนาม 963 กก.ต่อไร่ และอินเดีย 677 กก.ต่อไร่ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงคือมีสัดส่วน 90.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) โดยที่ 1 ใน 3 เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งไม่ใช่หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทางที่จะแก้ปัญหาคือ 1.รายได้ต้องมากกว่ารายจ้าย และ 2.หนี้ต้องน้อยกว่าสินทรัพย์

แต่สำหรับหนี้เกษตรกรของภาคอีสานนั้น ซึ่งมี 3 ประเด็นใหญ่ คือ 1.รายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยปี 56 ครัวเรือนมีรายจ่ายเฉลี่ย 15,092 บาท ปี 66 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 18,676 บาท 2.ส่วนต่างรายจ่ายกับรายได้ถ่างขึ้น จากเดิมปี 56 รายได้เฉลี่ย 12,754 บาท และปี 66 รายได้อยู่ที่ 13,280 บาท ส่งผลให้ช่องว่างของรายจ่ายมากขึ้นอยู่ที่ 5,396 บาท โดยรวมช่วงปี 56-66 รายได้จากการทำงานเติบโต 0.87% ต่อปี ขณะที่รายจ่ายเติบโต 1.27% ต่อปี

สะท้อนประเด็นที่ 3.เมื่อรายได้น้อยกว่ารายจ่ายมากๆ ก็หนีไม่พ้นการก่อหนี้ใหม่ ถึงแม้จะแก้หนี้ในอดีตได้ แต่ถ้าไม่แก้เรื่องของรายจ่ายและรายได้ ปัญหาเรื่องหนี้สินก็ไม่จบ เพราะจะมีหนี้ก้อนใหม่เข้ามาต่อเนื่อง ดังนั้น การแก้หนี้ให้ยั่งยืนต้องแก้ให้ครบวงจร โดยต้องแก้ปัญหาเรื่องรายได้และรายจ่ายให้ได้ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี

โดยแนวทางการเงินสู่ความกินดีอยู่ดี ได้แก่ 1.ดูแลรายจ่ายไม่ให้สูงและเสถียรภาพราคา โดยหน้าที่ของ ธปท.คือดูแลเรื่องเสถียรภาพของราคา เงินเฟ้อ และค่าครองชีพให้ไม่สูงเกินไป 2.ดูแลให้รายได้โตอย่างยั่งยืน และ 3.แก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งหนี้เป็นเรื่องที่อยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมากนาน โดยควรปรับลดลงไปอยู่ไม่เกิน 80% ของจีดีพี แต่จะทำให้ลดเร็วแรงไปก็ไม่ดี เพราะจะทำให้ทุกอย่างสะดุด

“ดังนั้น ก็ต้องทำให้สินเชื่อเติบโตอย่างเหมาะสม ด้วยมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม พร้อมทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน โดยในส่วนของภาคอีสานคือเรื่องการแก้ไขหนี้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ที่ต้องแก้เรื่องการเข้าถึงสินเชื่อจากที่มีปัญหาการขยายตัวลดลง ต้องทำให้กลุ่มนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น”นายเศรษฐพุฒิกล่าว