อดีตนักแสดงตลกชื่อดัง​ น้องพี​ มกจ๊ก​ เผยสาเหตุออกจากวงการ

อดีตนักแสดงตลกชื่อดัง​ น้องพี​ มกจ๊ก​ เผยสาเหตุออกจากวงการ​ พร้อมเปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิต​ และแก้ข่าวประเด็น​ จตุรงค์​ โพธาราม​ ทิ้งขว้างจริงไหม
อดีตนักแสดงตลกชื่อดัง​ น้องพี​ มกจ๊ก​ เผยสาเหตุออกจากวงการ

วันนี้นักแสดง​ตลกชื่อดัง​ จตุรงค์ โพธาราม​ ควงคู่อดีตหนูน้อยซุปเปอร์สตาร์ตลก​ น้อง​พี มกจ๊ก​ ครั้งแรกในรอบ​ 10​ ปี​ พร้อมแก้ข่าวลือว่าลุงรงค์ทั้งโกงค่าตัว หากินกับเด็ก และปล่อยให้ไปอยู่วัด​ จริงหรือไม่​ และเผยชีวิตหลังจาก​ น้อง​พี​ หายจากวงการ​ กลายเป็นเด็กเกเร​ ไม่เรียนหนังสือ​ ที่แม้แต่ลุงรงค์เองก็เพิ่งได้รับรู้วันนี้​ ในรายการคุยแซ่บ​ Show

ภาพจาก รายการคุยแซ่บ​ Show
ภาพจาก รายการคุยแซ่บ​ Show

เล่นตลกกับเด็กมีคนว่าไหม เอาเด็กมาขาย?

ลุงรงค์ : สมัยก่อนไม่มีโซเชียล มันเป็นข่าวเลยนะ เขาเขียนว่าเอาเด็กมาหากิน สั้นๆเลยเอาเด็กมาหากิน​ เราก็โดนแล้ว เราตอบว่ามันไม่ได้เป็นการเอาเด็กมาหากิน มันเป็นการเอาเด็กมาหารายได้​ เพื่อให้พ่อแม่เขา เขาก็ไม่ได้เสียการเรียนของเขา เขาก็ไปโรงเรียนเหมือนเดิม​ ว่างก็เอามาเล่น เอาความสาระของเด็กมาแสดงออก ซึ่งปัจจุบันเยอะมากเลยนะ ดันลูก ลูกดาราดังเป็นแถวเลยนะ มันก็เหมือนกันแหละ นี่ตั้งแต่แยกกัน 10 กว่าปีไม่เคยพาออกทีวี​ นี่เป็นรายการแรกเลย เขาไม่ได้มาง่ายๆนะคิวเขาไม่ว่าง ทำอะไรลูก

น้องพี : ย่างหมูครับ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงอาทิตย์อีกวันคือย่างหมู

หายไปนานเท่าไรแล้ว?

น้องพี : 10 กว่าปีครับ ช่วงนั้นคาเฟ่เขาซบเซาด้วยครับ

ออกกฏห้ามเด็กเข้าคาเฟ่ด้วย และด้วยอะไรหลายๆอย่าง ลุงรงค์พอไม่มีคาเฟ่ก็ไม่ได้ทำคณะด้วย

ลุงรงค์ : ก็ถ่ายละคร ถ่ายหนัง ถ่ายรายการ คาเฟ่ก็เลิกๆไป อีกอย่างน้องพีจะเล่นไม่เหมือนเด็กๆแล้วเขาโตขึ้น มันเลยต้องหยุด

มีข่าวว่าโกงค่าตัวหลาน หลานรับไม่ได้เลยต้องแยก?

ลุงรงค์ : ถ้าเป็นคนในครอบครัวพ่อแม่เขาจะรู้ ตัวน้องพีเองจะรู้เรื่องเงินเรื่องทองเรามีแต่ให้ เมื่อก่อนถ้าใครให้ต้องหารคนในวงกัน แต่ถ้าเป็นน้องพีได้เท่าไรเอาไปเลย ส่วนค่าตัวน้องพีพ่อแม่เขาเป็นคนรับเลยนะ สมัยก่อนที่ฮิตมากเลยคือมุกอมตังค์ เล่นแล้วฮา ก็เล่นกันคนอิน​ คิดว่าไปอมตังค์หลาน

น้องพี : ไม่เห็นนะเพราะว่าปากเขาก็ไม่มีอะไรตุงอยู่ ตอนนั้นผมเด็กด้วยโฟกัสแค่ว่าถ้าเราไปเล่นตลกที่นี่ตรงนี้เราจะได้ของเล่น

ตอนนั้นกำลังดังเลย แล้วหยุดไป เราไปทำอะไร?

น้องพี : กลับไปใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติเลย เช้าไปโรงเรียน เย็นกลับมาก็เล่นกับเพื่อน นอน ไปโรงเรียนอีกวัน

ตอนนั้นมีโทรเรียกหลานให้มาเล่นตลกไหม?

ลุงรงค์ : ตลกไม่ได้เล่นแล้วไงมันหยุดแล้ว เลิกแล้วก็เลยไม่ได้เรียก พ่อกับแม่เขามีงาน

น้องพี : กลับไปใช้ชีวิตปกติกันหมดเลยทุกคน

ตอนที่เล่นตลกอยู่บ้านลุงรงค์?

น้องพี : ใช่ครับ พากันออกมา​อยู่กรุงเทพฯก่อน แล้วไปอยู่ที่นครปฐม เริ่มใหม่กันที่นั่น

มีข่าวว่าลุงรงค์ทอดทิ้งน้องพีให้เป็นเด็กวัด?

ลุงรงค์ : ไม่ได้ทอดทิ้งก็เขาขนกันไปเอง ไปเช่าบ้านอยู่หน้าวัดเลย บ้านอยู่ตรงข้ามวัด​ น้องพีก็เข้าไปวิ่งเล่นในวัด

น้องพี : ตอนนั้นเปิดร้านขายเสื้อผ้า ทำเลหน้าวัดมันสวย ใกล้ร้านสะดวกซื้อ

ลุงรงค์ : พอน้องพีไปวิ่งเล่นในวัดนักข่าวก็เจาะเลย นี่น้องพีหนิ เติมเข้าไปอีกหน่อย น้องพีต้องอาศัยวัดอยู่ เติมเข้าไปอีกนิด ขอข้าววัดกิน พอเติมแบบนี้ลุงรงค์โดนเลย

ตอนนั้นเราตั้งใจไปอยู่ที่วัด?

น้องพี : ผมบ้านอยู่หน้าวัด เป็นเพื่อนกับหลานหลวงพ่อน้ำฝน มีงานก็ไปช่วย

ที่ออกจากลุงรงค์มาชีวิตลำบากไหม?

น้องพี : ถ้าจริงๆลำบาก เพราะก่อนหน้านี้เป็นตลกเงินค่อนข้างเยอะ พอออกมาแม่ก็ไปขายเสื้อผ้า เรากลับไปเรียน พ่อทำแอร์ มันเป็นการเริ่มต้นใหม่ก็ค่อนข้างลำบาก

ตอนนั้นตัดขาดไหม?

ลุงรงค์ : ไม่ตัดขาดหรอก พ่อมันเป็นน้องที่เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆโตมากับเรา เวลาที่เราด่าหรือว่าอะไรในสิ่งที่ทำผิด ถ้าไม่เชื่อฟังมันจะงอนแล้วก็หายไป จะให้เราไปตามง้อมันก็ไม่มีเวลาถึงขนาดที่ต้องไปนั่งง้อ แล้วสุดท้ายมันก็กลับมากันเอง

หายกันไปกี่ปีกว่าจะกลับมาเจอกัน?

ลุงรงค์ : 4-5 ปี

น้องพี : ผมจำไม่ได้ช่วงนั้นน่าจะประมาณ ป.5 กลับมาเจอลุงรงค์ในช่วง ม.2

เจอลุงรงค์ครั้งแรกตอน ม.2 พูดว่าอย่างไร.?

น้องพี : ไม่กล้าเจอก่อนตอนนั้น เพราะเราห่างกันไปเลย จนมีงานศพของ​ย่าผม​ ก็ต้องมารวมกันที่วัดก็เลยได้เจอกัน

ตอนไม่เจอคิดถึงไหม?

น้องพี : ช่วงนั้นเด็กด้วยครับ คือเราไม่ได้รู้สึกอะไร ตอนนั้นอยู่วงดนตรีที่โรงเรียนด้วย ก็ใช้ชีวิตปกติไปจนมาเจอเขาอีก

คิดถึงหลานไหม?

ลุงรงค์ : คิดถึง คิดถึงทั้งพ่อกับแม่เขาด้วย แต่เราเป็นพี่ น้องทิฐิไม่ยอมมาหาเรา ปกติทำผิดอะไรต้องเดินมาขอโทษ แต่อันนี้หายไป 4 ปี ไม่ยอมไม่สนใจ ไม่มาหาเลย แล้วเราจะไปตามหรอ

ทะเลาะกันเรื่องอะไร?

ลุงรงค์ : ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันหรอก แค่พ่อแม่เขาใช้เงินผิดประเภท เงินก็หมดไปโดยง่าย เราด่า ยอมรับว่าด่า ใส่อารมณ์

ตอนเขาไปเราใจหายไหม?

ลุงรงค์ : ก็ไม่หรอก เพราะว่าไปแบบไม่รู้ตัว อยู่ๆเช้ามาครอบครัวนี้ไปไหน

น้องพี : เก็บของออกจากห้องไปเลย

ตอนนั้นรู้สึกผิดไหม?

ลุงรงค์ : ไม่ผิด เราด่าในสิ่งที่ถูกต้อง  เราเป็นผู้ใหญ่เราเป็นพี่ เราโกรธมันด้วยซ้ำด่าแค่นี้ไม่ได้หรอ เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆโตขึ้นมาขนาดนี้ อยู่กับเรามาทั้งชีวิตอยู่ๆหายไป

มาเจอกันอีกครั้งได้อย่างไร?

ลุงรงค์ : งานศพไง เจอหน้าน้องพี สมัยก่อนน้องพีจะเป็นหลานที่สมบูรณ์แบบมาก​ มันดังมีทุกอย่างเลย มากกว่าหลานคนอื่น พอมาเจองานศพน้องพีดูด้อยกว่าหลานคนอื่นเลยนะ ตอนเจอถามว่าเรียนอะไร เรียนอย่างไร เรียนหรือเปล่า เป็นห่วงเรื่องนี้อย่างเดียวเลย

น้องพี : เรื่องเรียน เขาจะเน้นเรื่องเรียนเป็นพิเศษ ตอนนั้นกำลังจะเปิดเทอม ม.2 เทอม 2 ก็เลยไปหาเขา

ลุงรงค์ : เรียนอะไร ดูท่าไม่ดีแน่ ไปบอกพ่อกับแม่เลยมาอยู่ที่บ้านสายสี่ เก็บเสื้อผ้าเลย เดี๋ยวพาไปฝากโรงเรียนที่มันมาตรฐาน

น้องพี : ก็ย้ายเลย เก็บของมาอยู่กับเขาเลยตอนนั้น

เจอพ่อแม่เขาครั้งแรกพูดว่าอย่างไร?

ลุงรงค์ : มันเข้ามาไหว้ เจอก็กลัวเราแล้ว เหมือนเข้ามายอมรับผิดอะแหละ ลืมไปหมดแล้วเรื่องโกรธ ซึ่งเพียงแต่ให้เราไปง้อน้อง ซึ่งน้องผิด มันไม่ได้

กลับไปอยู่กับลุงรงค์?

น้องพี : กลับไปเรียนที่กรุงเทพ อยู่บ้านเขายาวเลย

ตลอดเลยหรอ?

ลุงรงค์ : ไม่ตลอด โรงเรียนเข้ากี่โมง 10 โมงยังไม่ตื่นเลย สักอาทิตย์กว่า 2 อาทิตย์ ผอ.เชิญลุงรงค์ไปเลย

น้องพี : ช่วงนั้นเจ็ตแล็กเพิ่งย้ายมา ก็เลยตื่นสายหน่อย

ตอนเจอ ผอ. เป็นอย่างไรบ้าง?

ลุงรงค์ : หลานคุณ​ น้องพี​ ทำไมอย่างนี้ล่ะ ผมก็ไม่รู้จะทำไงขอโทษครับ เอาไงดีล่ะ เราก็ไม่ดุ มันก็หน้ามึนๆลอยๆ ลุงรงค์กลับมา ตี 2 น้องพี​ ยังไม่นอนเลย ช่วงนั้นเริ่มเป็นหนุ่ม

อยู่ได้นานเท่าไร โรงเรียนนี้?

น้องพี : ผมอยู่ได้ 3 เดือน อยู่ให้จบเทอม

ลุงรงค์ : มันเป็นช่วงที่เด็กกำลังเก กำลังดื้อ

น้องพี : ช่วงนั้นตระเวนเลยนั่งรถเมล์ไม่ถึงโรงเรียนสักที นั่งอ้อมไปเรื่อยๆ ดูทางว่าเราจะไปทางไหนดี

ตอนออกโรงเรียนไปอยู่ไหน?

น้องพี : ตอนนั้นก็เคว้งครับจะไปอยู่ไหนดี อยู่กับลุงรงค์ไม่ได้แล้วเพราะเกเร แม่ก็อยู่นครปฐม โซซัดโซเซ สุดท้ายเลยเลือกไปอยู่ยครปฐมดีกว่า

ไปถึงบ้านแม่เกเรที่สุดแล้ว?

น้องพี : ที่สุดแล้ว เต็มสูบเลย ช่วงนั้นมันกึ่งกลางพอดี เราออกจากลุงรงค์​ กะมาอยู่กับแม่ที่นครปฐม ช่วงนั้นแม่ย้ายกลับภูมิลำเนาพอดีที่ราชบุรี เราติดเพื่อนที่นครปฐมเลยตัดสินใจว่าอยู่นครปฐมนี่แหละ อยู่บ้านเพื่อนเลย ตอนนั้นเข้าเรียนที่บ้านโป่ง ด้วยความไกลด้วย ติดเพื่อนด้วยเริ่มไม่ไปเรียนละ อยู่บ้านเพื่อน 6 เดือนเต็มๆ

เอาเงินมาจากไหนตอนนั้น?

น้องพี : ทำงานครับ ทำอยู่กับเพื่อนบ้าง เพื่อนขายหมูไปช่วยขายก็จะได้เงิน ไปอยู่บ้านเขา​ ข้าวฟรี อยู่บ้านเพื่อน 6 เดือน แล้วพ่อแม่ไม่รู้ว่าอยู่ไหนเพราะเราก็ไม่บอกพ่อแม่ด้วย ไม่บอกใครเลย

เขาไม่ตามเหรอ?

น้องพี : เขาไม่รู้จะตามที่ไหน ใช้วิธีสื่อสารผ่านตัวกลางคือน้า เราจะบอกน้าว่าไม่ต้องตามนะ ยังมีชีวิตอยู่เดี๋ยวมาหาทุกวันอาทิตย์ฝากบอกพ่อแม่ด้วย

ลุงรงค์ยังไม่รู้เลยเรื่องนี้?

ลุงรงค์ : ไม่รู้เลย แล้วกินอะไร ชีวิตเสเพลเละเทะขนาดนั้น นี่ไปเล่าให้พจน์ อานนท์ มันทำเลยนะเนี่ย

น้องพี : แต่ว่ามันเป็นช่วงสั้นๆ 6 เดือนสำหรับเรา

กลับมาอยู่บ้าน?

น้องพี : พ่อแม่ซ้อนแผนมาเจอเรา บอกว่าเดี๋ยวน้าจะเอาตังค์มาให้ เราก็โอเค สุดท้ายเป็นพ่อแม่มาเจอเรา สุดท้ายมันไม่มีที่ไหนเหมือนบ้าน กลับไปอยู่ราชบุรีกับพ่อแม่ ตอนนั้นทำงานและเรียน กศน.

อะไรที่ทำให้คิดว่าอยากกลับไปเรียน?

น้องพี : ตอนนั้นมันสนุก เราเจอหน้าแม่แล้ว รู้สึกว่าอยู่ที่นี่มานานแล้วมันไม่ใช่บ้านเราด้วย เราดูเหมือนคนไม่มีอนาคตใช้ชีวิตไปวันๆ ตัดสินใจกลับไปอยู่กับพ่อแม่ดีกว่า

ตอนเรียน กศน. ทำงานอะไร?

น้องพี : ช่างไฟ  พ่อก็เป็นช่างไฟด้วย​ เดินระบบ เอาความรู้จากพ่อมา

ภาพจาก​ Facebook​ : พี​ โพธาราม
ภาพจาก​ Facebook​ : พี​ โพธาราม

ภาพจาก​ Facebook​ : พี​ โพธารามคิดถึงตอนเด็กๆไหมที่เราดัง​ แล้วต้องมาเป็นช่างไฟ?

น้องพี : ช่วงนั้นเรา 3-4 ขวบ มันจำอะไรไม่ได้เลย จำได้ช่วงนครปฐมมีเล่นละครบ้าง แล้วก็หายไปเลยจำไม่ได้ ได้แต่คิดว่าไม่เป็นไรมันผ่านไปแล้ว

ไปเป็นทหารทำให้คิดอะไรได้มากขึ้นไหม?

น้องพี : ได้ทุกอย่างเลย เปลี่ยนทุกอย่างเปลี่ยนตัวเอง

ลุงรงค์ : เป็นคนละคนเลย

น้องพี : ตอนเป็นทหารอยู่กับลุงรงค์แล้ว ตอนนั้นไปอยู่ราชบุรีละกลับมาเจอลุงรงค์อีกรอบหนึ่ง

มาเจอกันได้อย่างไร?

น้องพี : มีอาอีกคนหนึ่ง เขาบอกว่าลุงรงค์วิ่งเก็บตกให้พี่ตูนอยู่นะ​ จะมาไหม เราคิดว่ามันผ่านเวลามานานแล้ว แล้วเราก็รู้สึกผิด เพราะตอนนั้นออกมาจากเขาก็ไม่ได้บอกเขาเหมือนกัน หนีออกมา เราเลยไป

ลุงรงค์ : กำลังวิ่งเก็บเงินอยู่ข้างทาง รับเงินๆ  มีผู้ชายหนุ่มๆคนหนึ่งวิ่งมาตีคู่ อ้าวน้องพี

น้องพี : แล้วก็วิ่งง้อกันไปเหมือนหนังอินเดีย ง้อกันไปคุยกันไป

หันไปเจอน้องพีรู้สึกอย่างไร?

ลุงรงค์ : ก็ไม่รู้สึกอย่างไร ธรรมดากับครอบครัวนี้มาก เพราะมันเข้าๆออกๆกันตลอดเวลา เพราะรู้สักวันน้องพีต้องมาหาเรา พอมันมาหาเราก็เอามันเข้ามาอยู่เหมือนเดิมแหละ

น้องพี : เขาผูกเชือกรองเท้าอยู่กำลังจะวิ่งพอดี

ลุงรงค์ : หลังจากวันนั้นก็วิ่งด้วยกันจนจบเป้าหมายแหละ ตอนนั้นเริ่มมีครัวลุงรงค์แล้วเอามันเข้ามาอยู่ในครัวลุงรงค์ก็เลยมาทำงาน มีรายได้

ตอนที่วิ่งประโยคแรกที่พูดคืออะไร?

ลุงรงค์ : อ้าว มาได้อย่างไร

น้องพี : นั่งรถตู้มากับเพื่อนลุงนี่แหละ

ลุงรงค์ : คำต่อไป คืนนี้ไปย่างหมูนะ แล้วก็ย่างหมูตลอดมา

น้องพี : เขาถามเรื่องเรียนก่อนว่า เรียนเป็นอย่างไร เรียนอยู่ไหม บอกเรียน กศน. เขาบอกไม่เชื่อก็วิ่งต่อ

ลุงรงค์ : จะไปเชื่ออะไรเรียนธรรมดายังไม่เรียนเลย กศน.สบายกว่า สมองเรากับน้องพีตัดทิ้งไปเลยเรื่องเรียน มันไม่ใส่ใจแน่ สิ่งที่ทำให้เราภูมิใจสุดคือไปเป็นทหาร 2 ปี แล้วกลับมาป็นอีกคนอันนี้ภูมิใจสุด

เล่าให้ฟังหน่อยเปลี่ยนอย่างไร?

น้องพี : อยู่กับเขาก็ค่อนข้างเกเรเหมือนกันนะ

ลุงรงค์ : แกล้งคนโน้นอำคนนี้ให้เขาร้องไห้เสียใจ ถ้าทำแบบนี้เก็บกระเป๋าออกไปเลยนะ

น้องพี : ไปเป็นทหารเปลี่ยนทุกอย่างเปลี่ยนเรื่องความคิด เขาปลูกฝังชีวิตประจำวันใหม่ ตื่นเช้า จะทำไรก็ค่อยๆทำ ค่อยๆพูด ค่อยๆคิด

หลานเราหลังจากทหารชอบที่สุดแล้ว?

ลุงรงค์ : ชอบที่สุดแล้ว หลังจากปลดทหาร ไม่ถึงปลดปีแรกเราก็โอเคแล้ว มันจะกลับมาทุกเสาร์อาทิตย์ กลับมาการพูดการคุย การเปลี่ยนแปลง ระบบสมอง มันดีอ่ะ มันจะบอกลุงอันนั้นไม่ใช่ ลุงอันนี้ผิดนะ ลุงทำแบบนี้สิ ระบบคิดมันอ่ะ มีระบบมีระเบียบมีทุกอย่างมีการวางตัว ก่อนหน้านี้น้องพีจะเป็นคนพูดอะไรไร้สาระมาก กับคนอื่นไม่รู้ แต่กับน้องพีเปลี่ยนมาก เดี๋ยวจะให้ตำแหน่งใหม่นะเป็นผู้จัดการ JR Green

ไปทำงานร้านอาหารเกือบโดนไล่ออก?

ลุงรงค์ : ตอนแรกให้เป็นพีอาร์คอยต้อนรับไม่ชอบ ชอบย่าง ตอนนี้หั่นจนเป็นเซียนเลย ก่อนเป็นทหารด้วยความที่ปากไว พูดพล่อย อำคนโน้นแหย่คนนี้ แกล้งคนนั้น ลุงไม่เท่าไร​ เมียลุงกับเฟิร์นรับไม่ได้​ หนักที่สุดว่าน้องชายเฟิร์น

น้องพี : คือแซวใส่สร้อย

ลุงรงค์ : ตอนนั้นมันอ้วนไง คอมันดำ ใส่สร้อยสีดำหรอ เรียกประชุมเลยทำไมทำอย่างนี้ เด็กไม่รู้เรื่องหรอกแต่ผู้ใหญ่เสียใจ นั่งเศร้าเลย

น้องพี : ตอนนั้นเราไม่ได้ว่าน้องเขา เราพูดกันเอง แซวกันไปมาระหว่างญาติพี่น้องมากกว่า อำๆ

รู้ไหมว่าผิด?

น้องพี : รู้ว่าผิดตั้งแต่พูดไปละ แล้วถ้าน้องได้ยินน้องจะรู้สึกอย่างไร เพราะตอนนั้นน้องไม่ได้มาพูด​ แหย่กับน้าสาว

ลุงรงค์ : แล้วพูดว่าให้ออกก็ออก ตอนนั้นก่อนเป็นทหารสมองยังไม่มีระบบเลย

อะไรทำให้เราอยากไปเกณฑ์ทหาร?

น้องพี : เพราะลุงรงค์บอกให้ไปเกณฑ์ ตอนแรกไม่อยากไป

ลุงรงค์ : ลุงอ่ะเคยเป็นทหารมาก่อน สมัยก่อนลุงก็เป็นแบบมัน มันถอดแบบลุงมาเลย พอกลับมาเปลี่ยนเป็นคนละคน ลุงจึงได้รู้ว่าการเป็นทหารมันได้ระบบความคิดเยอะมาก มันเหมือนกับเราในช่วงเวลานั้นพอดี

เหมือนจะว่าแต่ตามใจเขามาก?

ลุงรงค์ : ให้ทุกอย่าง รองเท้า 25,000 เราอยากให้เขาไปเป็นทหาร พอเขากลับมาเขามองรองเท้าอันนี้มันรู้ว่าลุงมี ใส่ไม่กี่ครั้ง ไปเปิดท้ายรถเอาเลยใส่กล่องให้อย่างดี

น้องพี : ตามใจทุกอย่างถ้าขอนะ เขาเป็นคนจะด่าก่อน ด่าสุดแรงเกิดชีวิตเขาแหละ ด่าแล้วเขาก็ให้

รู้ไหมลุงรงค์รักมาก?

น้องพี : รู้ เราไม่ค่อยพูดกัน แต่ถ้าขออะไรเขาจะให้ เขามีพระคุณทั้งกับเรา​ ทั้งพ่อแม่เรา

และนี่ก็คือเรื่องราวของอดีตซุปเปอร์​สตาร์​ตลกตัวน้อย​ น้อง​พี​ มกจ๊ก​ ที่มาอัปเดตชีวิตให้แฟนๆได้หายคิดถึงกัน​ เป็นเรื่องราวที่สนุก​ และก็น่ารักมากๆเลยนะคะ​ สำหรับลุงหลานคู่นี้

ภาพจาก​ Facebook​ : พี​ โพธาราม
ภาพจาก​ Facebook​ : พี​ โพธาราม
ภาพจาก​ IG​ jaturong_p
ภาพจาก​ IG​ jaturong_p
คลิปอีจันแนะนำ
แนนนี่ สุดเซอร์ไพส์ แฟนหนุ่มคุกเข่าขอแต่งงาน

Related Stories

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co