เคลียร์ชัดทุกประเด็นปัญหาธรรม​ กับ​ พระมหาไพรวัลย์​

พระมหาไพรวัลย์​ พร้อมเคลียร์ทุกประเด็นปัญหา​ พร้อม​ สนทนาธรรม​ เรื่องแนวคิดเรื่องการบวช กับกลุ่ม​ LGBTQ ขัดต้อหลักธรรมหรือไม่
 เคลียร์ชัดทุกประเด็นปัญหาธรรม​ กับ​ พระมหาไพรวัลย์​

พส​ ที่ทำให้การฟัง​ ธรรมะ​ เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน​ สร้างปรากฏการณ์​ครั้งใหญ่​ ด้วยการ​ เทศนาธรรม​ ผ่านการ Live​ สด​ ดึงดูดคนจำนวนมากถึง​ 2​ แสนคนให้สนใจ​ ธรรมมะ​ อย่าง​ ​พระมหาไพร​วัลย์​ วรวณฺโณ ที่วันนี้จะมาร่วม​ สนทนาธรรม​ ว่าด้วยเรื่อง​ของการ​ บวช​ กับ​กลุ่ม​ LGBTQ สามารถทำได้หรือไม่​ ศาสนา​ ในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร​ พร้อมเผยเรื่องราวของตนเอง​ เคลียร์ทุกประเด็นปัญหา ผ่านทาง​ Woody FM

ภาพจาก​ Facebook​ พระมหาไพร​วัลย์​ วรวณฺโณ

พระ​ อาจารย์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้อย่างไรบ้าง กับประโยคที่ว่า เก่งได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย?

พระมหาไพรวัลย์ : ที่จริงเก่งแล้วต้องเด่นด้วย ถ้าไม่เด่นจะเก่งไปเพื่ออะไร แล้วการเด่นมันไม่ควรจะเป็นภัย การเด่นมันควรจะได้รับการส่งเสริม ซึ่งไม่ควรมองว่าเก่งแล้วจะเป็นภัย

พระ​ อาจารย์คิดเห็นอย่างไรที่สังคมไทยต้องการให้ลูกชาย​ บวช​ ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แล้วสำหรับลูกผู้หญิงสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วถ้าลูกชายไม่ยอม​ บวช​ ถือว่าอกตัญญูไหม?

พระมหาไพรวัลย์ : แนวคิดเรื่องการ​ บวช​ ทดแทนคุณไม่ได้มีในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าออก​ บวช​ ไม่ใช่เพื่อทดแทนพระคุณ ออก​ บวช​ ทั้งที่พ่อไม่ได้อนุญาตด้วยซ้ำ ญาติพี่น้องไม่ได้ยินยอม​ แต่ก็ออก​ บวช ฉะนั้นแนวคิดของการออก​ บวช​ มันเพิ่งมี การตอบแทนบุญคุณทำได้หลายวิธี โดยบางทีไม่จำเป็นต้อง​ บวช และทำได้เท่าเทียมกันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย

ศาสนา​ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคน​ แต่ใช้ไม่ได้ในวัยรุ่นยุคปัจจุบัน​ รู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้?

พระมหาไพรวัลย์ : ก็ทำให้มันได้สิ ที่ไม่ได้เพราะอะไรก่อน ที่ไม่ได้เพราะว่าคุณก็ไม่ทำให้​ ศาสนา​ มันมีคำสอน หรือชุดวิธีคิดอะไรที่มันเข้าใจกับคนรุ่นใหม่ หรือที่ทำให้คนรุ่นใหม่เขารู้สึกว่ายอมรับได้ ก็ทำให้มันเป็นที่ยอมรับได้สิ

ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เรื่องทางโลกไม่ใช่เรื่องทางธรรม เป็น​ พระ​ ก็อยู่ส่วน​ พระ​ คิดอย่างไรกับประโยคเหล่านี้?

พระมหาไพรวัลย์ : ที่จริงทางโลกกับทางธรรมมันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยก ทางธรรมไม่ได้อยู่บนดาวอังคาร ทางธรรมก็อยู่บนโลกนั่นแหละ พระ​ พุทธ​ เจ้าตรัสรู้ ก็ตรัสรู้บนโลก ฉะนั้นเหมือนการที่ท่าน​ พุทธ​ ทาสเคยสอนว่า นิพพานมีอยู่ท่ามกลางสังสาระ ฉะนั้น​ ธรรมะ​ ก็ต้องอยู่ท่ามกลางโลก

มีบางเรื่องที่วู้ดดี้ยังไม่ได้คำตอบ เรื่องของ LGBTQ คนที่เป็นเกย์แต่อยาก​ บวช​ เป็น​ พระ ตกลงได้หรือไม่ได้ ผิดหรือถูก เวลาถามอนันตริยกรรม ข้อห้ามข้ออนุญาตตอนที่​ บวช แล้วมีข้อหนึ่งที่ถามว่าคุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า ข้อนี้คนที่เป็น LGBTQ จะต้องตอบอย่างไร?

พระมหาไพรวัลย์ : เขาไม่ได้ถามถึงความรู้สึกนะ ไม่ได้ถามว่าคุณมีความรู้สึกเป็นผู้ชายเต็ม 100 หรือ 60% มันไม่ใช่ตัววัดความรู้สึก แต่ถามถึงกายภาพว่าคุณเป็นผู้ชายไหม ถ้าคุณมีองคชาติ คุณก็คือผู้ชาย เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณเป็นผู้ชาย อย่างอื่นมันเปลี่ยนได้นะ ความรู้สึกนึกคิด กิริยา อาการ ล้วนแล้วฝึกหัดได้ พระ​ พุทธ​ เจ้าตรัสว่าในหมู่มนุษย์หลายคนฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ ฉะนั้นมนุษย์ทุกคนฝึกได้ ปรับได้ เปลี่ยนได้ แต่ถ้าคุณเอาตัวที่มันเป็นความรู้สึกนึกคิดมาบอกว่าเป็นผู้ชายหรือไม่เป็นผู้ชาย มันก็ไม่ยุติธรรม​ เพราะความรู้สึกมนุษย์มันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ฉะนั้น วุฒิโสสิ ไม่ได้ถามเรื่องอารมณ์ แต่ถามกายภาพคุณเป็นผู้ชายไหม ถ้ากายภาพคุณยังเป็นผู้ชายอยู่คุณก็คือบุรุษ

ถ้าวันนี้​ พระ​ พุทธ​ เจ้ายังอยู่ท่านจะมองเรื่อง LGBTQ อย่างไร?

พระมหาไพรวัลย์ : พระ​ พุทธ​ เจ้าเป็นคนเปิดกว้างมาก ไม่ใช่แม้แต่​ พระ​ พุทธ​ เจ้าโบราณาจารย์ที่อธิบายคำสอน​ พระ​ พุทธ​ เจ้าท่านก็เปิดกว้าง ท่านอธิบายไว้ชัดนะครับเรื่องของการ​ บวช LGBTQ คำว่า บัณเฑาะก์ ที่เอามาล้อกันที่ว่า​ บวช​ ไม่ได้ บัณเฑาะก์ ไม่ได้หมายถึง เกย์ ไม่ได้หมายถึงคนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่ บัณเฑาะก์ หมายถึงคนที่มีเพศสภาพบกพร่อง บ่งไม่ชัด เช่น คุณมีเพศชาย เพศหญิงไม่ชัด ระบุเพศไม่ได้

วันนี้เราคุยเรื่องของ "  ศาสนา​ ในอนาคต" ทำไมท่านถึงมองว่าจะต้องเป็นแบบนี้​ แล้วเป็นอย่างไร เพราะวู้ดดี้ไม่เคยได้ฟังจากพระอาจารย์?

พระมหาไพรวัลย์ : อาตมารู้สึกว่า​ ศาสนา​ ที่มีอยู่ทุกวันนี้ มันเป็น​ ศาสนา​ ตามความอคติของคน มันไม่ใช่​ ศาสนา​ แบบเป็นจริงๆ เรามี​ ศาสนา​ ต่างกันเพราะเราแบ่งแยกอะไรบางอย่าง เช่น คำสอนนี้ต้องมีไว้สำหรับคน​ พุทธ​ เท่านั้นจึงปฎิบัติได้ คำสอนนี้ต้องมีคริสต์เท่านั้นจึงปฎิบัติได้ แต่จริงๆ ต่อไป​ ศาสนา​ จะต้องไม่มีคริสต์ ไม่มี​ พุทธ จะต้องเป็น​ ศาสนา​ อะไรที่มันส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่าง​ ศาสนา หรือส่งเสริมให้คนต่าง​ ศาสนา​ มีความรักกันได้โดยไม่มีข้อแบ่งแยกหรือข้อแม้ นั่นคือ​ ศาสนา​ ในอนาคตที่ต้องมีรูปแบบนั้น มันต้องมีคุณค่าอะไรบางอย่างที่คนยึดถือโดยที่จะแยกเพศสภาพไม่ได้ สีผิวไม่ได้ ชาติพันธุ์ไม่ได้ ศาสนายุคใหม่จะต้องไม่แบ่งแยกอะไรเลย และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคน ศาสนา​ ที่แท้จริงคือ​ ศาสนา​ ของมนุษยชาติ

ทำไมในปีนี้ชื่อของ พระมหาไพรวัลย์ เป็นชื่อที่คนพูดถึงกันเยอะมาก?

พระมหาไพรวัลย์ : จังหวะเวลาโยมพี่วู้ดดี้ อะไรหลายๆ อย่าง คือเราทำงานด้านการสื่อสารนี้มานาน ถ้าใครเคยตามอาตมาก็จะเห็นในบทบาทอื่นๆ แต่ว่าบทบาทเหล่านั้นมันอาจจะนำไปสู่คนในสังคมยังไม่เยอะ ไม่กว้าง แต่ว่าพอเราพูดอะไรที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่ต้องการ มันก็เลยทำให้การรับรู้กว้างขึ้น คนดูเยอะขึ้น เช่น การไลฟ์ ถ้าพูด​ ธรรมะ​ แบบเพียวๆ หรือพูดอะไรแบบหนักๆ คนก็จะดูน้อย แต่พอมันกลายเป็นเรื่องเอนเตอร์เทน ความสนุก​ คนดูเยอะ คนสนใจมาก

ปีนี้ถือว่าพีคเลยไหมครับตั้งแต่เข้าวงการไลฟ์มา?

พระมหาไพรวัลย์ : อาจจะเป็นแบบที่โยมพี่วู้ดดี้พูด เกินความคาดหมายในตัวเราด้วยแหละ เราไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งลุกมาไลฟ์กับ​ พระมหาสมปอง​ จะมีคนดูถึง 2 แสน

มีเคยคิดว่าจะสึกบ้างไหม?

พระมหาไพรวัลย์ : มีครับ แต่เป็นสถานการณ์ที่มันบีบ ไม่ได้อยากสึกด้วยตัวเอง เราไปอยู่ไกลบ้าน บางทีคิดว่าเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ เป็นเด็กคนเดียวไม่มีเพื่อน ถูกส่งไปคนเดียวตัวคนเดียว ต้องไปเริ่มทุกสิ่งทุกอย่าง ไปเรียนรู้สังคมแบบใหม่ เพื่อนแบบใหม่ บางทีก็รู้สึกว่าคนอื่นไม่ค่อยอยากจะเป็นมิตรกับเรา บางทีเลยรู้สึกว่าเหงา เรียนก็หนัก บางทีก็ถูก​ พระ​ ที่ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าแกล้งบ้าง หนักสุด เช่น ปารองเท้าใส่ โดนบูลลี่ พ่อแม่อาตมาตั้งชื่อว่าเอก แต่เขาเรียกชื่อตามสภาพผิวเรา ไอ้ดำ ไอ้มืด

ถ้าจะเทศน์เรื่องนี้หรือแชร์เรื่องนี้จะพูดว่าอย่างไร?

พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาว่าทุกคนมีชื่อ พ่อแม่เขาตั้งชื่อให้ ไม่ว่าชื่อจริงหรือชื่อเล่น เราควรเคารพ วิธีการเคารพใครสักคนที่ง่ายที่สุด เรียกเขาตามชื่อที่พ่อแม่เขาตั้งให้ มันก็จะสะท้อนว่าเราควรเริ่มต้นการเคารพคนอื่นด้วยการเรียกชื่อให้ตรงกับชื่อของเขาจริงๆ มันไม่ขำ ไม่ตลก เวลาที่เราดึงอัตลักษณ์ของคนอื่นที่มองว่าเป็นข้อด้อยมาในการพูดถึงเขา แซวเขา แกล้งเขา มันอาจตลกสำหรับคนพูดแต่คนที่ถูกพูดถึงเขาไม่ตลก

ตอนเป็น​ พระ​ เคยเสียน้ำตาบ้างไหม เรื่องอะไร?

พระมหาไพรวัลย์ : ก็ยังมีอยู่ มีความรู้สึกเศร้า ผิดหวังก็มี กรณีล่าสุดเมื่อปีนี้อาตมาเพิ่งเสียหลานชายไป วันนั้นปกติอาตมาไปบ้านจะชอบเดินเที่ยวหลังบ้าน หลานก็วิ่งตามไป แล้วเราเหมือนกับมัวคุยโทรศัพท์หรืออะไรอยู่ หลานวิ่งล้ำหน้าไป แล้วก็ไปเล่นน้ำแล้วเราไปห้ามไม่ทัน หลานกระโดดลงไปเล่นน้ำ ปรากฎว่าจมน้ำ เล่นกันอยู่ 2 คน จมน้ำหายไปต่อหน้าอาตมาเลย ทุกวันนี้ภาพหลานก็ยังติดตาอยู่ การที่หลานเสียชีวิตไปต่อหน้าเรา อยู่ในเหตุการณ์แต่ช่วยไม่ทัน ลงไปช่วยมาได้คนหนึ่ง แต่อีกคนช่วยไม่ทัน

ตอนนี้ชินหรือยังครับที่มีรถทัวร์มาจ่อหน้าวัดตลอดเวลา?

พระมหาไพรวัลย์ : ชินมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งชินตอนนี้ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก สภาพ! คนชอบกลัวเวลาที่เราทำอะไรสักอย่างแล้วจะมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำหรือมีคนมาโต้แย้ง ซึ่งอาตมาว่าถ้ากลัวอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร คุณก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ ก็ไหลไปตามเขา หรือเลี่ยงไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นประเด็นสังคมก็จะไม่มีทัวร์ลง แต่ถามว่าชีวิตคุณจะเอาแค่นั้นเหรอ อาตมารู้สึกว่ามันไม่ใช่ บางอย่างเราอยากพูดบ้าง อยากมีส่วนในการร่วมแสดงความคิดเห็นบ้าง การแชร์ความคิดของเราบ้าง คนจะวิพากวิจารณ์อย่างไร​ อันนั้นก็สุดแล้วแต่ คนส่วนหนึ่งจะต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน การไลฟ์ในคืนนั้น อาตมาก็รู้ว่าหัวเราะจะต้องมีคนไม่เห็นด้วย แต่จะให้ทำอย่่งไร นั่นมันคือครั้งแรกของการที่อาตมากับ​ พระมหาสมปอง​ ได้มาคุยกันผ่านไลฟ์ แล้วคุยกันต่อหน้าคน 2 แสนกว่าคน ที่รู้สึกว่าคนคาดหวังและคนรอดูเราเพราะเขาอยากได้ความสนุกจาก​ ธรรมะ เราก็ตอบโจทย์กับสิ่งที่คนคาดหวัง

การเป็น พระมหาไพรวัลย์ ในปีนี้ได้เรียนรู้อะไรใหม่บ้าง?

พระมหาไพรวัลย์ : จริง ๆ ทำให้อาตมารู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ชัดขึ้น ในบทบาทที่ไม่เคยเป็น และอาตมาได้ปลดแอกความคาดหวังที่คนอื่นได้มีต่ออาตมาได้ไปเยอะมาก เช่น คนคาดหวัง​ พระมหาไพรวัลย์​ ท่านเป็นนักวิชาการไม่ใช่เหรอ ทำไมท่านมาแบบนี้ ทำไมตลกแบบนี้ ท่านหัวเราะได้ด้วยเหรอ ท่านไม่มีสาระได้ด้วยเหรอ รู้สึกว่าเราได้ปลดแอกความคาดหวัง เราไม่อยากให้ใครไปแบกเราไว้บนบ่าเขา ที่เขาต้องสร้างกรอบให้ว่าเราต้องเป็นแบบนี้ ปีนี้ได้ทำเต็มที่ ก็โดนด่าไปแล้วหนิ มีอะไรจะต้องโดนอีก ทำให้เห็นเลยว่าฉันมาบทนี้ก็ได้ อาตมาเคยพูดว่ากระจกมี 6 ด้าน การที่เราเป็นด้านเดียวซึ่งมันไม่ใช่ตัวอาตมา แต่ก่อนอาตมาเคยหัวเราะแล้วต้องหลบไปหัวเราะหลังฉาก แต่วันนี้อาตมาเลือกที่จะหัวเราะหน้าฉากให้คุณเห็น เลือกที่จะสนุกก็ได้ คุณอยากให้เป็น​ ธรรมะ​ แบบเอนเตอร์เทนแบบนี้อาตมาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจริงจังทุกครั้งไป

ในช่วงที่เป็นปรากฎการณ์ พระ​ อาจารย์เริ่มใช้คำศัพท์ที่เข้าถึงคนมากขึ้น ก็จะมีแฟนคลับกลุ่ม LGBTQ โดยเฉพาะ และหลายๆ คำศัพท์มาจากพวกเขา อะไรที่ทำให้คลิกกับกลุ่ม LGBTQ?

พระมหาไพรวัลย์ : อาจจะเป็นเพราะว่าในแฟนเพจอาตมามีกลุ่มคนหลากหลาย และในเฟซบุ๊กส่วนตัวก็จะมีเพื่อนที่เขาเป็นกลุ่มแบบนี้ แล้วอาตมาก็ตามเพจที่เขาเป็นกลุ่ม LGBTQ อยู่ด้วย เพจ VEEN เพจจ๊อกจ๊อก อาตมาก็สนใจว่าทำไมเขาจึงเป็นกระแสในสังคม ทำไมคนสนใจ แค่หนีบผมธรรมดาทำไมคนเข้าไปดูเป็นหมื่น เขาต้องมีคาแรคเตอร์อะไร มีอะไรที่คนเข้าไปดูแล้วรู้สึกชอบในความเป็นธรรมชาติ ความเป็นตัวตน พอเราเข้าไปดูโน่นนี่นั่นก็ซึมซับไปโดยอัตโนมัติเลย การใช้คำพูดของเขา รู้สึกว่าถ้าเราลองเอามาโพสต์บ้างล่ะ ลองเปลี่ยนจากการเป็นคนดูมาเป็นคนพูดซะเอง ใช้เป็นคำพูด ใช้เป็นสเตตัส คนจะให้ความสนใจไหม ซึ่งตอนแรกก็เตรียมใจไว้ว่าคงโดนถล่มอีกนั่นแหละ ทัวร์คงมาจอดอีกว่าเป็นพระใช้ศัพท์แบบนี้ได้อย่างไร ก็ก้าวข้ามครับ

จนมาถึงวันนี้​ พระ​ อาจารย์ได้มีโอกาสทดลองปฎิบัติหรือใช้ชีวิตที่อาจจะไม่เหมือน​ พระ​ รูปอื่นๆ พระ​ พุทธ​ เจ้าท่านตรัสว่าทุกคนต้องเป็นแบบนี้ หรือทั้งหมดทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกฎกติกามารยาท มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาอยากให้ท่านแชร์ให้ทราบหน่อยว่ามุมมองของท่าน มองว่าอย่างไร?

พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ อาตมามองว่า​ ธรรมะ​ ของพระพุทธเจ้า เป็นอะไรที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติมากที่สุด แล้วเวลานึกถึงคำว่าธรรมชาติก็จะนึกถึงอะไรที่อยู่รอบตัวเรา ธรรมชาติที่เป็นทุ่งนาป่าเขาอะไรแบบนั้นไป ทีนี้ธรรมชาติที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราคือหนึ่งในธรรมชาติ ฉะนั้น​ ธรรมะ​ ของ​ พระ​ พุทธ​ เจ้าที่สอดคล้องกับธรรมชาติก็คือตัวตนของเรา ซึ่งแต่ละคนมีธรรมชาติความเป็นตัวตนไม่เหมือนกัน​ ธรรมะ​ ของ​ พระ​ พุทธ​ เจ้ามีประโยชน์เพราะมันเข้ากันกับธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ทุกช่วงวัย อาตมาเชื่ออย่างนี้ตลอด ถ้าธรรมะเข้าได้กับคนบางกลุ่ม แสดงว่า​ ธรรมะ​ ของ​ พระ​ พุทธ​ เจ้ามันขัดกับธรรมชาติ ไม่เป็นธรรมชาติ ในเมื่อเราบอกว่า​ ธรรมะ​ เป็นธรรมชาติจะต้องใช้ได้กับทุกคน ทุกกลุ่ม ต้องเป็นที่ยอมรับได้ทั้งเด็กรุ่นใหม่ คนวัยกลางคน หรือวัยที่ผ่านกลางคนไปแล้ว ต้องได้หมด

ท่านเคยรู้สึกว่าเราไม่เหมือนใคร แล้วไม่เข้าใจตัวเองไหมในตอนที่เป็นวัยรุ่น?

พระมหาไพรวัลย์ : ไม่มีไม่เข้าใจ เพราะว่าจะคิดหรือพูดอะไรเรามีเหตุผลรับรองในความคิด ในคำพูดของเราตลอด ไม่ใช่ว่าแย้งแบบเท่ๆ ขัดแบบไม่มีเหตุมีผล

รู้ว่าต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่ท่านมีเป้าหมายหรือยังว่าหลังจากนี้ไปจะอย่างไรต่อกับชีวิต?

พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาไม่คิดการใหญ่ เลิกคิดการใหญ่มานานมาก แต่ก่อนตอนจบ เปรียญธรรม 9 มาใหม่ๆ คิดการใหญ่ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากเป็นใหญ่เป็นโต

เคยอยากมี​วัด​เป็นของตัวเองไหมครับ?

พระมหาไพรวัลย์ : สมัยก่อนอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ไม่เคยคิดการใหญ่เลย สนุกกับการได้ทำอะไรแต่ละวัน พูดจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ คิดอย่างนี้มานานมาก ไม่คิดเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อาจจะสึกก็ได้ วันหนึ่งอาจจะเป็นนายไพรวัลย์ก็ได้ และไม่กังวลจริงๆ คิดแต่ว่าพรุ่งนี้มีอะไร คิดเป็นวันต่อวันเลย มันลดอะไรหลายอย่าง​ ลดความคาดหวัง ความกังวล ถ้าเราคิดอะไรใหญ่ๆ นั่น คือเราต้องคาดหวัง แล้วต้องแบกความคาดหวังว่าต้องทำให้ได้ ไม่สอนให้ใครคิดแบบนี้นะครับเพราะมันจะเป็นนิสัยที่ไม่ดี​ เพราะว่าทุกคนต้องมีเป้าหมาย ต้องอยากทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับอาตมารู้สึกว่าพอแล้วที่ตนเองได้มา พอแล้วจริงๆ

สุดท้ายนี้​ พระมหาไพรวัลย์​ ก็ได้ให้พร​ และฝากข้อคิดไว้ว่า

"อยากให้กำลังใจทุกคนทุกท่าน​ และนอกเหนือจากสิ่งที่เราควรมีหลายๆ อย่าง สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนอาจลืมไป บางทีเราขอพร ขอนั่นนี่เยอะแยะแต่เราลืมขออย่างหนึ่งคือ ขอให้เราเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้ อาตมาอยากให้ความเข้มแข็งแทนพรกับทุกคนทุกท่าน ให้ทุกคนยืนอยู่ได้ สู้ต่อให้ได้ มีพลัง เก็บพลังเอาไว้ไม่ว่าตอนนี้ที่มีอยู่จะมากหรือน้อย แต่เก็บพลังเอาไว้ เพื่อให้เป็นเชื้อวันไหนพร้อมเอาพลังที่มีอยู่สู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้กับญาติโยมทุกท่านครับ"

เป็นการ​ สนทนาธรรม​ ทำที่ฟังเพลินมากเลยนะคะ​ ทั้งสนุก​ และได้ความรู้​ ความเข้าใจ​ ใน​ พุทธศาสนา​ มากขึ้น​ และสามารถเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้อีกด้วย​

คลิปอีจันแนะนำ
ศรีริต้า - สามี เดินหน้าเอาผิด คนตัดต่อคลิป

Related Stories

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co