โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ เปิดใจ หลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโรคร้าย โควิด19

โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ ควงสามี พีเค ปิยะวัฒน์ เปิดใจหลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโรค โควิด19 พร้อมถอดบทเรียนการรักษา
โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ เปิดใจ หลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโรคร้าย โควิด19

เล่าเรื่องคุณพ่อทั้งน้ำตา! สำหรับนักแสดงสาว โยเกิร์ต ณัฐฐชาช์ ที่ล่าสุดก็ได้ควงสามี พีเค ปิยะวัฒน์ มาเปิดใจครั้งแรกผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow หลังสูญเสียคุณพ่อด้วยโรค โควิด19 พร้อมถอดบทเรียนขั้นตอนการรักษา ตลอดจนการรับศพเพื่อนำไปประกอบพิธี

ย้อนเล่าเหตุการณ์ตอนที่เกิดเรื่อง ?

โยเกิร์ต : ย้อนไปเดือนที่แล้ววันที่7มิ.ย.จำได้ขึ้นใจเพราะวันนั้นเป็นวันเกิดคุณแม่ และเป็นวันที่คุณพ่อได้คิวไปฉีดวัคซีนเข็มแรก ปรากฏว่าเป็นวันที่ผลตรวจออกมาว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นโควิดคือก่อนหน้านั้นทั้งคู่เขามีอาการนิดหน่อยเป็นไข้ไอ เขาก็ยังพูดเล่นกับเราว่าไม่สบายนะ แต่ว่าไปตรวจโควิด แต่คงไม่ได้เป็นหรอก ไปตรวจเพื่อความสบายใจ

ทราบไหมพ่อแม่รับเชื้อทางไหน ?

โยเกิร์ต : คิดว่ารับเชื้อมาจากคนในครอบครัวอย่างที่เป็นข่าวว่าคนในครอบครัวติดกันเยอะมาก ถ้าเป็นไปได้อยู่บ้านก็ใส่หน้ากาก และแยกกันรับประทานอาหาร อยู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่ช่วงนี้แยกกันกินข้าวคนละมุมไปก่อน

ตอนที่ผลพ่อแม่เป็นโควิดรู้สึกยังไง ?

โยเกิร์ต : ตอนนั้นยังไม่รู้สึกร้อนรนมากใจยังนิ่งอยู่เพราะอาการเขาน้อยมากจริงๆโอเคติดแต่มันก็หายได้ คิดว่าพ่อแม่น่าจะเป็นไม่เยอะ รักษาตัวใช้เวลาไม่นานก็คงจะหาย

พีเค : จริงๆก็อยู่เคียงข้างโยเกิร์ตมาตลอด แต่พอคุณพ่อคุณแม่เขาติดโควิดติด ก็คิดว่ารักษาหายแล้วออกมากินข้าวกัน คือคิดแค่นั้นไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขั้นตอนการรักษาของพ่อแม่เป็นอย่างไร ?

โยเกิร์ต : ก็ได้คุยกับพี่อุ๊ เพื่อนพี่พีเค พี่อุ๊โทรหาพี่ได๋ พอรู้ผลตรวจก็กักตัวอยู่ที่บ้านเขาบอกให้รอ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาดูอาการเบื้องต้น เช่น วัดค่าออกซิเจน แน่นหน้าอกไหม และนำคุณพ่อคุณแม่เข้าสู่ระบบต่อไป เช่นอาการไม่หนักมากก็ให้อยู่ hospitel ถ้าอาการหนักก็รีบส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนั้นอาการเบาเลยได้อยู่ hospitel อยู่ได้ 1 วัน ก็มีแพทย์มาตรวจมาเอกซเรย์ปอด ตรวจค่าต่างๆ ตามความเห็นแพทย์ ด้วยความที่คุณพ่อคุณแม่อายุเยอะ และก็มีประวัติว่าเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน แพทย์เลยมีความเห็นว่าอยากให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทั้งคู่เคยเป็นมะเร็งและรักษาหายมาแล้วทั้งคู่

รักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นอย่างไร ?

โยเกิร์ต : ตอนแรกที่เข้าโรงพยาบาลอาการของคุณแม่น่าเป็นห่วงมากกว่า คุณหมอบอกว่าแม่ค่าไตไม่ค่อยดี เราก็จะเป็นห่วงคุณแม่โฟกัสไปที่คุณแม่มากกว่า แต่อยู่ๆไม่กี่วันต่อมาคุณหมอก็โทรมาบอกว่าจากที่คุณพ่อเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ใส่ออกซิเจนต้องให้เป็นเครื่องไฮโฟลว์ เราจะบอกว่าผู้สูงอายุเราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะอาการมันสามารถหนักและทรุดไปภายในพริบตา ตอบไม่ได้ว่าเกี่ยวกับการที่คุณพ่อเป็นมะเร็งหรือเปล่า ยิ่งตรวจว่าตัวเองเป็นโควิดเร็วเมื่อไหร่ก็ยิ่งดี หรือถ้าพอมีกำลังทรัพย์ซื้อเครื่องออกซิเจนไว้ที่บ้านก็ยิ่งดี

เห็นช่วงหนึ่งแม่บอกไม่ไหว ?

โยเกิร์ต : ใช่ค่ะ มันก็รู้สึกเหมือนกัน จากที่วันนึงเราต้องเข้มแข็งเพื่อเขา แต่ใจมันก็ลงไปอยู่ตาตุ่มเหมือนกัน เพราะปกติแม่เป็นคนที่เข้มแข็งมาก ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะพูดคำนั้นออกมา คำพูดที่เขาพูดกับโยมันรุนแรงกว่านั้น อยากให้นึกภาพวันแรกที่คุณพ่อคุณแม่ป่วยเป็นโควิดเขารักษาอยู่ด้วยกัน แต่วันนึงที่คุณพ่ออาการแย่ต้องย้ายตัวไปอยู่ที่ไอซียู และคุณแม่ต้องอยู่ในห้องคนเดียวพยาบาลเข้ามาเช็คอาการแค่ 4 ชั่วโมงครั้ง ไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน ไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ ต้องต่อสู้กับโรคนั้นคนเดียว มันทรมานมันไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูได้ ปกติใจแม่จะสู้จะเข้มแข็งแต่แม่พูดกับโยว่าแม่ไม่ไหวแล้ว ไม่อยากต่อสู้กับมันแล้ว

พีเค : เราอยู่เคียงข้างเขาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาไม่เคยขาดไปไหน เราไม่ขอออกความเห็นเพราะเราไม่มีความรู้ แต่สิ่งที่ทำได้คือนั่งอยู่ข้างๆ อยากให้ช่วยอะไรบอกขอ 100 จะให้ 150 แค่นั้น ตั้งแต่รู้จักกันมาคุณแม่ของโยเป็นคนเข้มแข็งพอได้ยินแบบนั้นเราก็แบบเฮ้ยมันหนักขนาดนี้แล้วหรอ ในหัวเรายังคิดว่าหมอให้ยา 2-3 วันแล้วกลับ แต่พอโยเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวมันเป็นแบบนี้ เราก็คิดแล้วว่าพ่อจะเป็นยังไง

ก่อนที่คุณพ่อใส่ไฮโฟลว์ เห็นว่าคุยกันครั้งสุดท้าย ?

โยเกิร์ต : ไฮโฟลว์ยังพอสื่อสารกันได้เพราะมันคือเครื่องช่วยหายใจก่อนที่จะแย่ลง เพราะขั้นตอนการต่อไปคือการใส่ท่อช่วยหายใจ ตอนนั้นก็ยังพอพูดคุยกันได้บ้าง ตอนที่คุณพ่อใส่เครื่องไฮโฟลว์คุณแม่ก็เริ่มรักษาหายแล้ว อยู่โรงพยาบาล 2 อาทิตย์และสามารถกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ โยก็จะบอกพ่อตลอดว่าแม่กลับบ้านแล้วนะ พ่อก็จะบอกว่าให้ดูแลแม่เถอะ

ทำไมพ่อต้องใส่ไฮโฟลว์ ?

โยเกิร์ต : คือได้รับยาต่างๆนานาตามที่คุณหมอให้แต่ว่าค่าออกซิเจนที่ได้ไม่ดีขึ้น ไม่ถึง 90 ได้แค่ 80 กว่าๆ ผลเอกซเรย์ปอดก็ยังมีฝ้าให้เห็นอยู่ ตอนนั้นอยู่ในไอซียูแล้วเพราะฉะนั้นการสื่อสารก็ค่อนข้างที่จะลำบากนิดนึงเราก็ต้องวีดีโอคอลไปเครื่องพยาบาล และพยาบาลก็จะเอาโทรศัพท์ไปให้พ่อ ตอนนั้นพ่อก็ดูเหนื่อยแม้ว่าจะมีเครื่องไฮโฟลว์พูดได้ไม่เยอะ เป็นฝ่ายเรามากกว่าที่เป็นคนพูดให้กำลังใจ

ภาพจาก IG : yoghurt_nattasha

ตอนที่หมอบอกต้องใส่ท่อ ?

โยเกิร์ต : คุณหมอจะเป็นคนคอยอัพเดตอาการของคุณพ่อตลอด คือก่อนหน้าที่จะใส่ท่อ คุณหมอเขาจะโทรมาพูดถึงความเป็นไปได้ในทิศทางบวกและในทิศทางลบ คุณหมอพูดว่าถ้าสมมุติใส่ไฮโฟลว์แล้วไม่ดีขึ้นอาจจะต้องใส่ท่อท่อให้คุณพ่อหายใจสบายขึ้น และเพื่อให้ค่าออกซิเจนดีขึ้น ก่อนที่จะใส่ท่อมีอะไรอยากที่จะสื่อสารกับคุณพ่อไหม เพราะหลังจากที่ใส่ท่อไปแล้วคนไข้อาจจะไม่สะดวกในการสื่อสาร ตื่นขึ้นมาจะมีอะไรที่อยู่ในปาก อาจจะเกิดการต้านไม่สะดวกไม่สบายตัว ถ้าคุณพ่อต้านคุณหมอจะให้ยานอนหลับ เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องฝืนเครื่องช่วยหายใจ คุณหมอก็ถามว่าเราอยากจะพูดอะไรกับคุณพ่อก่อนที่จะใส่เครื่องช่วยหายใจไหม โยก็เลยโทรหาแม่ให้แม่เป็นคนคุย เพราะรู้สึกว่าคนที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดก็คือคุณแม่ คนที่พูดกับคุณพ่อก็ควรที่จะเป็นคุณแม่ ถามว่าแม่คุยอะไรกับพ่อ ณ ตอนนี้โยก็ยังไม่กล้าถามว่าคุยอะไรกันบ้าง โยเองก็ไม่ทันได้คุยกับพ่อเพราะคุณหมอใส่ท่อคุณพ่อไปแล้ว ไม่มีโอกาสได้คุยกับคุณพ่อ ครั้งสุดท้ายที่คุยกับพ่อก็คือตอนที่คุณพ่อใส่ไฮโฟลว์คำสุดท้ายที่พ่อพูดกับโยที่อยู่จำได้ก็คือให้กลับไปดูแลแม่นะ

มีเหตุการณ์ต้องตัดสินใจปั๊มหัวใจ ?

โยเกิร์ต : คุณหมอถามว่าถ้าเกิดมีเหตุการณ์อะไร คุณอย่างให้แพทย์ปั๊มหัวใจหรือไม่ปั๊ม โยก็ปรึกษากับคุณแม่ทั้งสองก็เห็นไปในทางเดียวกันว่า ขอเป็นไม่ปั๊ม มันเป็นการตัดสินใจที่ยาก

พีเค : ไม่ได้ให้คำตัดสินใจอะไร เพราะหนึ่งคือพ่อเขา เขาเป็นผู้หญิงเข้มแข็งอะไรที่เขาตัดสินใจแล้วแปลว่าเขาได้ไตร่ตรองแล้ว หน้าที่เราคือนั่งอยู่ข้างข้างคอยให้กำลังใจ

ลังเลไหมตอนตัดสินใจ ?

โยเกิร์ต : ไม่ลังเลเพราะว่าโยรู้ว่าพ่อทรมาน แม่ผ่านจุดที่ทรมานและยากลำบากมาแล้ว แม่รู้ว่ามันทรมานมาก เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ปั๊มหัวใจแล้วกัน ให้พ่อได้หลุดพ้นจากตรงนี้ คุณพ่ออยู่โรงพยาบาลนาน 1 เดือนอยู่ไอซียูประมาณ 3 อาทิตย์ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าพ่อจะเข้าไอซียูเอาจริงๆนะทำใจ 50:50 ไม่อยากคาดหวังจะเสียใจมาก

เห็นว่าช่วงนั้นระแวงโทรศัพท์ ?

พีเค : ช่วงนั้นเขาหวาดระแวงโทรศัพท์ สายเข้าก็จะเดินไปที่อื่น คิดในแง่ดีว่ามันต้องดีขึ้น

โยเกิร์ต : ช่วงนั้นถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์เลยใจเราจะสงบมากกว่า ไม่รู้ว่าจะเป็นข่าวอะไร สุดท้ายพี่สาวโทรมาบอก โรงพยาบาลโทรไปบอกคุณแม่ และแม่อยู่กับพี่สาวพอดี ตอนนั้นแม่เข้มแข็งมากกว่า 100 เท่า เราต้องก้าวต่อและไปต่อ

พีเค : เข้าใจความรู้สึก เพราะเราเคยสัมภาษณ์ไอซ์แบงค์ คิดเสมอลึกๆอีกแปบนึงท่านก็หาย ก็เป็นกำลังใจให้โย เห็นโยเกิร์ตร้องไห้ก็สงสาร โยเป็นคนเข้มแข็งแต่น้ำตาเขาก็ไหล

วันสุดท้ายที่ทำให้ครอบครัว ?

โยเกิร์ต : ความน่าเศร้า จากกันที่ไม่ร่ำลา ไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่อ ได้กอดพ่อ ไม่มีโอกาสได้บอกลา ตอนไปรับศพก็ไปยืนห่างๆ การกระทำเหมือนเป็นสิ่งของไม่ใช่พ่อเรา อยากกอด อยากกราบก็ทำไม่ได้ ได้แต่ยืนดูห่างๆ

เรื่องนี้สอนอะไรบ้าง ?

โยเกิร์ต : สอนหลายอย่าง ถ้าพูดถึงพ่อแม่โย ตลอดเวลาที่ผ่าน นึกถึงคำว่าคู่ชีวิต ไปไหนด้วยกันตลอด กินข้าวนอนพร้อมกัน เจอสถานการณ์แบบนี้ทำให้เข้าใจคำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข พ่อแม่ติดโควิดด้วยกัน รักษาด้วยกัน พ่อจะพูดเสมอให้ดูแลแม่ โยสัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้กัน

ฝากบอกอะไรถึงพ่อ?

โยเกิร์ต : เชื่อว่าพ่อยังไม่ไปไหน ยังอยู่กับแม่ที่บ้าน ภาวนาให้โควิดหายไป อยากให้ทุกครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ไม่อยากให้ครอบครัวไหนประสบความสูญเสียอีก

อยากให้โยเกิร์ตให้คำแนะนำการขนส่งร่างผู้เสียชีวิตจากโควิด19?

โยเกิร์ต : ตอนนั้นก็โทรหาพี่อุ๊ เพื่อปรึกษาว่าควรทำยังไง พี่อุ๊ก็แนะนำให้โทรหาสายด่วนศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด 1669 หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือประสานงานเรื่องการนำร่างผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปเผา ให้โทรไปที่เบอร์ 02-270-5685 ของกองทัพบก เขาจะมีบริการช่วยประสานงาน ไม่มีค่าใช้จ่าย

ภาพจาก IG : yoghurt_nattasha

อีจันบันเทิงขอแสดงความเสียใจอีกครั้ง และขอเป็นกำลังใจกับครอบครัวของสาว โยเกิร์ต ด้วยนะคะ ขอให้ทุกคนปลอดภัยห่างไกลโรคค่ะ

Related Stories

No stories found.