จา พนม พาครอบครัวเปิดใจกับสื่อครั้งแรก เผยเส้นทางรัก 13 ปี

จา พนม พาครอบครัวเปิดใจกับสื่อครั้งแรก เผยเส้นทางรัก 13 ปี ต้องอดทนแค่ไหน เมื่อสามีต้องไปทำงานไกล เป็น นักแสดง สายบู๊ ถึง ฮอลลีวูด

เป็น นักแสดง สายบู๊ ชื่อดังของเมืองไทย ที่ไปดังไกลถึงระดับ ฮอลลีวูด สำหรับ จา พนม หรือ โทนี่ จา หลายคนก็มักจะเห็นเขาในบทบาทของ นักแสดง แต่ล่าสุด เจ้าตัวก็ได้พาภรรยา และลูกสาวมาเปิดตัวผ่านสื่อครั้งแรก พร้อมเปิดใจถึงบทบาทความเป็นสามี และคุณพ่อ ก่อนจะเผยชีวิตรักทางไกลที่อดทนเพื่อกันมานานถึง 13 ปี ผ่านทางรายการ คุยแซ่บ show

ล่าสุดเพิ่งคว้า 3 รางวัลกับ 3 เวทีใหญ่ระดับโลก เห็นว่ารางวัลนี้เทียบเท่ากับ ออสก้า เลย?

จา พนม : ทั้ง 3 รางวัลนี้เรามอบเป็นของขวัญให้กับคนไทย หนึ่งเป็นรางวัลที่ผมก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าผมจะมีโอกาสได้ไปอยู่ ณ จุดนั้น หนึ่งคือรางวัล สตาร์ออฟเดอะเยียร์ คือเป็นดาวเด่นแห่งปี เวทีที่ 2 จะเป็นรางวัล สตาร์เอ้าท์สแตนดิ้ง เอเซียน อาร์ทติส 2023 แล้วก็มีรางวัลที่ 3 เป็นรางวัล เดอะ บรูซ ลี อวอร์ด นี่คือสูงสุดแล้ว ถ้ามองในมุมคนทำแอคชั่น

เขาใช้เกณฑ์อะไรในการมอบรางวัล?

จา พนม : เราคงแปลกมั้งครับ อาจจะเป็นอัตลักษณ์ของเรา ซึ่งเป็นของคนไทย

วันนั้นพี่กระทบไหล่ ดาราฮอลลีวูด มากมาย โมเมนต์ไหนประทับใจที่สุด?

จา พนม : ต้องบอกเลย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม แต่ ณ ตรงนี้มาอยู่รวมกัน เราคือพี่น้องกัน เขามีมิตรไมตรีให้กับเรา เป็นโมเมนต์ที่เขามาแสดงความยินดีกับเรา มาพูดภาษาไทยด้วย

วันนั้นพี่ไปสร้างพลังของซอฟพาวเวอร์ ชุดไปงานก็กึ่งๆ มีผ้าไทย แล้วเห็นว่ามีที่ระลึกไปให้บรรดาซุปตาร์ที่มางานด้วย?

จา พนม : เป็นชุดที่ภรรยาดีไซน์ให้ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ของไทย มันบ่งบอกว่าเรามาจากไหน ซึ่งผมเอา พระพรหม ตะกรุด เครื่องรางของขลัง ไปแจก

พี่จาบอกว่ากว่าจะมีถึงวันนี้เป็นเพราะพี่เชื่อฟังภรรยา จริงๆ พี่เกรงใจหรือกลัว?

จา พนม : กลัวครับ กลัวเขาจะไม่สบายใจ กลัวเขาไม่มีอะไรกิน กลัวเขาจะนู้น จะนี่ กลัวเขาจะเป็นห่วง

ตอนพี่จาได้รางวัล คุณภรรยาก็บินไปให้กำลังใจถึงที่ด้วย?

บุ้งกี๋ : ค่ะ ไปด้วยกัน ก็ดูแลแต่งหน้า ทำผม แบบง่ายๆ ที่ทำได้ เขากลัวเราจะเสียใจมากกว่า ไม่ดุค่ะ

วันนี้พอเขาทำความฝันเขาสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ พี่บุ๋งกี๋รู้สึกอย่างไรบ้าง?

บุ้งกี๋ : ภูมิใจมากค่ะ บางที บางครั้งก็ช่วยกันคิด เราก็ช่วยตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง มันมีเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาเยอะนะ บางทีเราตัดสินใจคนเดียวมันอาจจะไม่ดีพอ แต่ช่วยกันคิดทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยกัน

คู่นี้แต่งงานอยู่กินกันมา 13 ปี แต่พี่จาไปทำงานต่างประเทศร่วม 10 ปีแล้ว?

จา พนม : ร่วม 10 ปีแล้วครับ

ปีหนึ่งจะได้เจอกับพี่บุ๋งกี๋ 3-4 เดือนเท่านั้น?

จา พนม : ครับประมาณนั้น

ความห่างเป็นผลกับจิตใจเราบ้างไหม?

บุ้งกี๋ : มีเหงาบ้าง คิดถึงกันบ้าง แต่ก็มีวีดิโอคอลคุยกัน แต่สำคัญเลยคือ หนึ่งความเข้าใจ เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาทำงาน ด้วยงาน และสถานที่มันคนละเวลากัน

ตอนนั้นลูกสาวคนโต 1 ขวบ พี่จาก็ต้องบินไปทำงานนาน 3 เดือน?

จา พนม : ใช่ครับ ถามว่าคิดถึงลูกไหม แน่นอนครับ เขากำลังน่ารัก เราอาศัยช่วงเบรกงานวีดิโอคอลมา มันก็ทำให้คลายความคิดถึงไปได้บ้าง

ณ วันที่พี่จาตัดสินใจไปทำงานที่ต่างประเทศ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าไปแล้วมันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า เชื่อว่ามันต้องเป็นการตัดสินใจที่หนักหน่วงที่สุด ตอนนั้นคุยกันอย่างไร?

บุ๋งกี๋ : ด้วยความสามารถ และด้วยโอกาสที่มันเข้ามา ก็ควรที่จะต้องตัดสินใจต้องไปทำตรงนั้น มันไม่ใช่ตลอดไป มันเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งสั้นๆ

ย้อนไปช่วงที่ตัดสินใจว่าจะไปแน่ๆ ชีวิตช่วงนั้นหนักหน่วงเหมือนกัน ทั้งข่าวสารพัดอย่าง บางที่เขียนว่า เหมือนพี่อกตัญญูกับค่ายเก่า บางที่บอกว่า พี่จาติสท์ คุยลำบาก มีโลกส่วนตัวสูง แล้วบวกกับต้องไปแบบนี้ด้วย มันทำให้เกิดปัญหากับพี่ 2 คนไหมในการแก้ปัญหา?

จา พนม : ผมโชคดีมากที่มีครอบครัว และภรรยาที่ซัปพอร์ตผม ในที่นี่เราทำคนเดียวไม่ได้ ข้างหน้าต้องซัปพอร์ต มันคือความไว้ใจเลยเกิดความมั่นใจที่จะโฟกัสเดินไปข้างหน้า เพราะเรารู้ว่าไปข้างหน้าเราทำเพื่ออะไร

คู่นี้เขาให้เกียรติซึ่งกัน และกัน ตอนนั้นก็มีแฟนคลับที่เป็นสาวๆ เข้ามาหาพี่จาเยอะเหมือนกัน?

จา พนม : ก็เป็นเรื่องธรรมดา แฟนคลับก็มี แต่เราในเรื่องของการทำงาน เรามีหน้าที่ที่ต้องทำ ผมเชื่อว่าการทำงานแอคชั่นมันไม่ได้ง่ายๆ นะครับ มันต้องใช้พลังอย่างมาก และต้องทำให้คนเชื่อ โดยเฉพาะต่างประเทศเขายอมรับอะไรที่ยากมากๆ เราคิดว่าเราไปทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง ด้วยสังคมมันก็มี แต่เราโฟกัสในหน้าที่การงานของเรา

เห็นบอกว่ายึดหลักธรรมะ?

จา พนม : ก็มันเป็นกำลังใจ ไปต่างประเทศผมเอาเครื่องรางของขลังไปให้เพื่อน ทำไมเราถึงทำบุญ เพราะบุญคือกำลังใจ เราทำในสิ่งที่ดีนะ เราคิดบวกกับตรงนี้มันเลยเป็นพลังให้เรา

คือโฟกัสแต่เรื่องงาน เรื่องสาวๆ อยู่ข้างๆ อย่ามายุ่งกับฉัน?

จา พนม : แบบนั้นเราอาจจะไม่อิน

แล้วเวลาลูกถามหาพ่อ พี่บุ๋งกี๋จัดการอย่างไร?

บุ้งกี๋ : ก็อธิบายด้วยเหตุผล ทุกอย่างภาพมันเห็นอยู่แล้ว คุณพ่อไปทำงานนะ เดี๋ยวเสร็จงานคุณพ่อกลับบ้าน

เคยมีจุดที่เห็นน้ำตาลูกแล้วไม่ไหว อยากกลับบ้านไหม?

จาพนม : มีโมเมนต์ที่แบบอยากกลับบ้าน คิดถึงอาหารไทย คิดถึงลูก คิดถึงครอบครัว คิดถึงเมืองไทย มีความรู้สึกนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ เราต้องโอเค เรามาทำหน้าที่ตรงนี้

คุณแม่แอบดุ ตีลูกบ้างไหม?

บุ้งกี๋ : จริงๆ เด็กไม่ได้เรียบร้อยตลอดเวลา เด็กก็จะมีงอแงบ้าง บางทีก็ไม่เข้าใจบ้าง ก็จะบอก มีความรู้สึกว่าเราบอกด้วยเหตุผล แต่ถ้าพูดไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็มีแอบตีบ้าง

พี่จาอยากให้ลูกเป็นนักบู๊เหมือนเราไหม?

จา พนม : ผมไม่ได้คิดบังคับลูกว่าลูกต้องเป็นอะไร เมื่อเขาพร้อม เขาจะฉายแววมาเองว่าเขาชอบอะไร ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเขา

แล้วการดูแลภรรยา?

จา พนม : ก็เราเป็นสามี ก็ดูว่าเขาต้องการอะไร เราพร้อมที่จะสนับสนุน มาดูว่าความต้องการขนาดไหน

พี่บุ๋งกี๋บอกว่าการเป็นภรรยา จา พนม ต้องอดทน?

บุ้งกี๋ : เขาก็ติสต์เหมือนกันนะคะ บางทีเขาก็จะไม่พูด บางวันเขาก็เงียบไปเลยทั้งวัน แล้วเขาอยู่แต่ในห้องทำงาน ดูหนัง ทำงานแบบนั้นทั้งวันไม่ทานข้าวก็มีบ้าง

ไม่ค่อยได้คุยกันบางทีก็เดาอารมณ์ไม่ถูก?

บุ๋งกี๋ : ใช่ บางทีลูกบ้าง จะไปรับลูกที่โรงเรียน แต่ตอนเช้าทุกวันเราจะต้องไปส่งลูกด้วยกัน แล้วเขาก็จะติสท์

แล้วพี่ทำอย่างไร ถ้าวันนี้ทั้งวันเขาดูหนังไม่คุยกับเรา?

บุ้งกี๋ : เมื่อก่อนก็หงุดหงิดเหมือนกันนะ เรียกก็ไม่ทำอะไรเลย แต่พอหลังๆ ชิน โอเคไม่ต้องทะเลาะกัน เธอทำไป ฉันก็ไปทำหน้าที่ของฉัน

จริงไหมพี่จา?

จา พนม : อันนี้ต้องยอมรับความจริงครับ เราเป็นคนแบบว่า ลึกๆ เราต้องการความสงบ เพราะหนึ่งเราทำงานที่ค่อนข้างจะเสี่ยงสูง บางที บางอย่างมันพูดกับใครไม่ได้ บางทีเราต้องใช้การดีลแล้วนิ่งๆ คนเดียว แต่เราพยายามที่จะปรับนะให้มันลดลงมา

พี่รู้ไหมว่าภรรยาพี่แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ แล้วใช้วิธีเงียบไป?

จาพนม : รู้ครับ ก็พาเขาไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยว

เปย์เยอะไหม?

บุ้งกี๋ : เราก็เลือกเอาที่เหมาะสม

จา พนม : การเซอร์ไพรส์ก็มีบ้าง แต่ต้องขอบคุณภรรยา เราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง เราโฟกัสเรื่องเดียว แต่ผู้หญิงโฟกัสหลายเรื่องได้ ดูแลแทนเราในสิ่งที่มันจุกจิกๆ

มีช่วงหนึ่งที่พี่หายหน้า หายตาไป คุณบุ้งกี๋ก็ติดต่อไม่ได้?

บุ้งกี๋ : ถ้าเป็นช่วง 10 ปีที่แล้วยังไม่ได้เจอกัน แต่จะมีช่วง 5 ปีที่แล้ว

จา พนม : ตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องย้ายเมือง แล้วนั่งเครื่องบินส่วนตัว เป็นเครื่องบินเล็ก ประมาณ 4-5 คนกับโปรดิวเซอร์ แล้วผมก็ไม่ได้บอกทีมงาน คลื่นมันขาดหายไปเลย ไม่มีสัญญาณ โทรศัพท์ใช้ไม่ได้ แล้วผมประสบอุบัติเหตุไม่ได้เล่า ไม่ได้บอกครอบครัว มันมีอยู่ฉากหนึ่งที่ผมจะต้องแอคชั่นที่โขดหินในถ้ำ ผมกระโดดเตะจากที่สูง แล้วข้อเท้าเสียงดังก๊อก ทุกคนในกองได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ทุกคนตกใจมาก เราขยับขาไม่ได้ พักกอง เรียกรถพยาบาลหามผมไปที่โรงพยาบาลทั้งชุดมอนสเตอร์ฮันเตอร์ พอไปถึงโรงพยาบาล หมอก็ตกใจ ดูหน้ามีเลือดเต็มไปหมด ผมเลยบอกว่าไม่ใช่หน้าแต่บาดเจ็บที่เท้า แต่ผมไม่บอกครอบครัว

พี่จาจะออกจากวงการไหม?

จา พนม : คงไม่ครับ ตอนนี้หลักสี่แล้วจะสู่พระราม 5 ก็ไม่คิดว่าจะออก เพราะว่า เรามีอะไรจะต้องทำอีกเยอะ

เป็นความรักที่ต้องใช้ความเข้าใจกันเป็นอย่างมากเลยนะคะสำหรับรักทางไกลแบบนี้ แอดล่ะชื่อชมความมั่นคงของทั้งคู่เลยจริงๆ