ร้านค้าอ่วม! ถูกเรียกคืนเงินโครงการเราชนะ

ย้อนเงื่อนไขโครงการเราชนะ หลังร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้รับหนังสือเรียกคืนเงิน เนื่องจาก สศค.พบพฤติกรรมฝ่าฝืนเงื่อนไขโครงการฯ
ร้านค้าอ่วม! ถูกเรียกคืนเงินโครงการเราชนะ

#เรียกคืนเงินโครงการรัฐ กำลังร้อนแรงในโลกโซเชียล หลังมีแม่ค้าร้านอาหารได้รับหนังสือแจ้งเรียกเก็บเงินโครงการเราชนะคืน กว่า 17 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่ามีพฤติกรรมทุจริตโครงการ อีจันขอนำเงื่อนไขของโครงการเราชนะ มาย้อนให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจกันอีกครั้ง

สำหรับ โครงการเราชนะ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพ ให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโรคโควิด 19 โดยจะสนับสนุนวงเงิน ช่วยเหลือให้กับประชาชน จำนวนประมาณ 31.1 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน เริ่มโครงการครั้งแรกเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2564 วงเงินโครงการรวม 210,200 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มสนับสนุนวงเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยวงเงินช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพดังกล่าว จะถูกนำไปเพื่อการใช้จ่ายสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคที่จำเป็นและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง อันจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไปในคราวเดียวกัน การพิจารณาคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์จะพิจารณาจากความสามารถด้านรายได้ การมีระบบคุ้มครอง ทางสังคม และความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ได้รับไปแล้วเป็นสำคัญ ซึ่งความช่วยเหลือจะครอบคลุมประชาชน ทุกกลุ่มอาชีพ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หาบเร่ แผงลอย รับจ้าง เกษตรกร เป็นต้น

ขอบคุณเจ้าของภาพ

โดยผู้ได้รับสิทธิ์จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ

2. ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แห่งกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ทั้งที่มีคุณสมบัติครบ และไม่ครบตามเงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม ณ วันที่คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบโครงการฯ

3. ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงาน ของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ ทั้งนี้ หน่วยงาน ของรัฐให้หมายความถึงหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

4. ไม่เป็นข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 และที่แก้ไข เพิ่มเติม ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการฯ

5. ไม่เป็นผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ

6. ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 300,000 บาท ตามฐานข้อมูลที่มีล่าสุด

7. ไม่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท ตามฐานข้อมูลที่มีล่าสุด

ภาครัฐจะคัดกรองและตรวจสอบข้อมูลกลุ่มที่มีฐานข้อมูลอยู่แล้วเป็นอันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ที่ได้ให้ความยินยอมให้นำข้อมูลไปประมวลผลหรือเปิดเผย เพื่อดำเนินมาตรการอื่น ๆ ของรัฐได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ภาครัฐจะดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ในรูปแบบของวงเงินช่วยเหลือผ่าน 3 ช่องทาง ดังนี้

1. กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

2. กลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

3. กลุ่มผู้ที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบฐานข้อมูลกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้ที่มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”ฯ (กลุ่มผู้ที่ไม่มีข้อมูลฯ)

ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ ฯ สามารถใช้วงเงินช่วยเหลือได้ที่ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง และร้านค้าและผู้ให้บริการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเราชนะ

ในส่วนของร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการนั้น ต้องมีคุณสมบัติของผู้ประกอบการร้านค้าและ/หรือผู้ให้บริการ (ผู้ประกอบการ) ที่มีสิทธิเข้าร่วม โครงการฯ ดังต่อไปนี้

1. เป็นผู้ประกอบการประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังนี้

1.1 เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไปที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล หรือเป็นร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง แห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๗ หรือเป็นร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือเป็นร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งนี้ต้องไม่เป็น ร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้ (ผู้ประกอบการร้านค้า)

1.2 เป็นผู้ประกอบการบริการที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล หรือเป็นผู้ประกอบการบริการ ของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือเป็นผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้หรือเป็น ผู้ประกอบการประเภทรถที่ตรวจสอบได้ (ผู้ประกอบการบริการ)

1.3 เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล ต้องเป็นผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้างและรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ)

1.4 เป็นผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะและเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ)

2. รายการประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ฯ ได้ให้เป็นตามที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยสามารถตรวจสอบรายการประเภทสินค้าและบริการได้ที่ www.คนละครึ่ง.com

3. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ

4. ไม่เป็นผู้ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐ เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ

1. ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามสาระสำคัญของโครงการฯ รวมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ และต้องมีคุณสมบัติตามที่โครงการฯ กำหนด

2. ห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการใช้สิทธิตามโครงการฯ ของลูกค้าหากยังมีสิทธิเหลืออยู่ เว้นแต่เป็น ความผิดของลูกค้าหรือเป็นเหตุสุดวิสัยอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

3. ผู้ประกอบการเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลการลงทะเบียน ข้อมูลธุรกรรมและข้อมูลอื่น ๆ ที่นำเข้าสู่ระบบเพื่อนำส่งให้ธนาคารกรุงไทยฯ

4. ห้ามผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการฯ กระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการและ/หรือ โครงการของรัฐ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการฯ หรือมาตรการ/โครงการใด ๆ ของรัฐ

5. ผู้ประกอบการต้องรับชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการโดยตรงจากประชาชนตามราคาของสินค้าและ/ หรือบริการนั้น ๆ และมีการซื้อ-ขายสินค้าและ/หรือรับบริการกันจริง ทั้งนี้ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีการทำ ธุรกรรมซื้อขายและสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการกันแบบพบหน้า (face-to-face) และ ไม่มีกระบวนการใด ๆ ในการซื้อขายที่ดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์หรือผ่านคนกลาง ไม่ว่าด้วยวิธีการใดและไม่ให้ทำซ้ำ ส่งต่อ หรือวิธีการอื่นใดกับ QR Code ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรม แบบพบหน้าดังกล่าว

6. ในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามโครงการฯ ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิได้รับอันเนื่องมาจากความผิดพลาดในการส่ง ข้อมูลหรือส่งข้อมูลเท็จหรือการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการจะต้อง จ่ายเงินคืนให้แก่รัฐภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถึงการจ่ายเงินผิดพลาดดังกล่าว โดยจ่ายเงินคืนผ่าน ช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด

7. หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ผู้ประกอบการ จะต้องจ่ายเงินที่ได้รับจากโครงการฯ และ/หรือค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถึง การกระทำดังกล่าว โดยจ่ายเงินคืนผ่านช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด

8. กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามข้อ 2.6 และ 2.7 ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

ซึ่งเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้จ่ายของโครงการเราชนะ ว่ามีการใช้จ่ายแล้ว รวมทั้งสิ้น 271,658 ล้านบาท โดยแยกได้ ดังนี้

1. ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.7 ล้านคน ได้มีการใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์2564 เป็นต้นมา จำนวน 101,014 ล้านบาท

2.ประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูล ของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จพนวน 17.1 ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา จำนวน 150,019 ล้านบาท

3. ประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน 2.4 ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวน 20,625 ล้านบาท ทั้งนี้ มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะที่ใช้จ่ายจนครบ วงเงินสิทธิ์แล้ว จำนวน 25.2 ล้านคน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งหมด 33.2 ล้านคน

และเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา เป็นประเด็นขึ้นเทรนด์โซเชียล หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายราย รวมถึงในทวิตเตอร์โพสต์เอกสารการเรียกเงินโดยในหนังสือระบุว่า

“เนื่องจากมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของโครงการ และไม่ได้จัดส่งเอกสารชี้แจงโต้แย้งมาภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามความยินยอมที่ได้ให้ไว้ขณะเข้าร่วมโครงการฯ ให้คืนเงินภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือนี้”

“หากไม่เห็นด้วย สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 15 วัน ทั้งนี้หนังสือของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ลงวันที่ 14 กันยายน 2564”

ผู้ประกอบการแต่ละรายก็จะถูกเรียกเก็บเงินในจำนวนที่แตกต่างกันไป ที่ปรากฏออกมามีตั้งแต่หลักแสนไปถึงหลักล้าน และที่สูงสุดที่นำมาโพสต์คือ 17 ล้านบาท

ร้านค้า ผู้ประกอบการที่โดนเรียกเงินคืนจากรัฐ มีรายงานว่าส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ ร้านค้าที่รับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด โดยหักค่าธรรมเนียม 10% และ กรณีร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนข้ามจังหวัด โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจากทางภาครัฐ ทางโครงการได้มีข้อตกลงว่า หากตรวจสอบพบทุจริต จะมีการเรียกเงินคืนทั้งหมดบัญชี ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะรายการที่ทำทุจริตเท่านั้น

คลิปอีจันแนะนำ
เตี๋ยวเนื้อเเม่ค้าเเซ่บ เเซ่บถึงทรวง

Related Stories

No stories found.