สาวโพสต์ กรมศุลกากรสุวรรณภูมิ รื้อกระเป๋า เก็บภาษีแบรนด์เนม

สาวช้ำใจ โพสต์เฟซบุ๊ก บินกลับไทยในรอบ 2 ปี เจอกรมศุลกากรสุวรรณภูมิ รื้อกระเป๋าเก็บภาษีแบรนด์เนม กว่า 5 หมื่นบาท!
สาวโพสต์ กรมศุลกากรสุวรรณภูมิ รื้อกระเป๋า เก็บภาษีแบรนด์เนม

สาวโพสต์ บินกลับไทยในรอบ 2 ปี ลงเครื่องที่ สนามบินสุวรรณภูมิ เจอกรมศุลกากร ค้นกระเป๋าเจอของแบรนด์เนม เรียกเก็บไปกว่า 5 หมื่น!

เมื่อวานนี้ (22 พ.ค. 65) มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากที่เธอโดน กรมศุลกากร สนามบินสุวรรณภูมิ เรียกค้นกระเป๋า ซึ่งเมื่อค้นเจอของแบรนด์เนมก็จะแยกเก็บไว้ นำมาคิดค่า ภาษีนำเข้า กว่า 5 หมื่นบาท!

โดยเธอระบุข้อความว่า

“กรมศุลกากร สุวรรณภูมิ ตอนแรกว่าจะไม่พิมพ์แต่ว่ามีคนถามเข้ามาเยอะมาก และเราไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดกับคนอื่นเพราะมันแย่มาก เมื่อวานเป็นวันแรกที่กลับเข้าไทย ในรอบ 2 ปี ลงเครื่องเวลาประมาณ 13.30 เวลาไทย เดินลงมาตรวจ QR code ปกติ และผ่านด่านเข้าเมืองจนมาหยิบกระเป๋า ก็ปกติไม่มีอะไร พอหยิบกระเป๋าเสร็จเดินมาที่กรมศุลกากร แฟนเข็นรถที่มีกระเป๋าลาก 3 ใบ ส่วนเรา เข็นรถมามีแต่กระเป๋าถือ 2 ใบ ระหว่างที่กำลังจะเดินผ่าน ก็มีคนมาดึงเราทันที

เขาบอกให้เอากระเป๋าสแกนให้หมด จากนั้นเขาก็เรียกเรากับแฟนเข้าห้องทันที มีเจ้าหน้าที่เข้ามาประมาณ 8-9 คน เริ่มเปิดค้นกระเป๋าทีละใบอย่างละเอียด เน้นว่าอย่างละเอียด

พวกของกินเขาไม่ยุ่งเลย แต่…ชิ้นไหนที่เป็น แบนรด์เนมจะเอามาแยกโต๊ะทันที”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าของโพสต์ออกมาตอบกลับและระบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอต่อในคอมเมนต์

คอมเมนต์ที่ 1 เธอระบุว่า

“เจ้าหน้าที่แยกของ ที่เป็นแบนรด์เนม ได้แก่ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หมวก แว่นตากันแดด แว่นสายตา กระเป๋าตังค์ และกางเกง แต่ที่เราช็อกที่สุดคือ ให้เราถอดเครื่องประดับทั้งหมด เราตกใจเลยถาม ทำไมต้องถอดหมดเลย?

เจ้าหน้าที่ผู้ชาย บอกว่า ถอดออกมาเช็กครับ

เราก็ถอดกำไล และ สร้อยคอ เจ้าหน้าที่ยังบอกว่าให้ถอดต่างหู และแหวนด้วย พอถอดออกมาหมดแล้ว ก็พาเข้าอีกห้องเพื่อค้นร่างกาย ทั้งเราและแฟนโดนกระทำแบบนี้ทั้ง 2 คน และมีการบอกว่าไม่ให้บันทึกภาพอะไรทั้งนั้น”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban
ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

คอมเมนต์ที่ 2 เธอระบุข้อความต่อว่า

“หลังจากที่เราถอดของออกจากตัวหมด เขาก็ทำการตรวจว่าของแต่ละชิ้นมีมูลค่าเท่าไร

โดยไม่สนว่าชิ้นนั้นใช้แล้วหรือไม่ ของทุกชิ้นเราอธิบายหมดแล้ว มีหลักฐานการใช้

แม้กระทั่งเสื้อผ้า มีการซักแห้งมาแล้วมีกลิ่นน้ำยาหมด กางเกง gucci ของแฟน นางหวงเลยใส่กล่องมา ก็มีหลักฐานว่าใส่แล้ว ไม่เชื่อก็ลองดม (แล้วมีคนหนึ่งดมจริง)”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

ซึ่งเธอบอกว่า ได้อธิบายไปแล้วเบื้องต้นว่าของทุกชิ้นนั้นใช้มาแล้ว ยกเว้นรองเท้า 2 คู่ มี 1 คู่ที่แฟนเราซื้อให้น้องสาวแฟนเรา (ซึ่งมีหลักฐานการคุยว่ารองเท้าคู่นั่นซื้อให้น้องสาวจริงๆ) อีกคู่ของใหม่แต่ทำส้นแล้ว จะเอามาใช้ที่ไทย แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังค้นต่อไป

คอมเมนต์ที่ 3 เธอระบุข้อความต่อว่า

“สักพักหนึ่งมีเจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาบอกว่า ของที่อยู่ตรงนี้ทั้งหมดจะถูกยึด เราตกใจมากแล้วถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมต้องยึดคะ ทำอะไรผิด ใช้ของแบนรดเนมไม่ได้เลยหรือคะ

เจ้าหน้าที่บอกว่า ใช้ได้ แต่ต้องเสียภาษี คุณไม่ทราบหรือว่าของติดตัวเข้าประเทศได้ทั้งหมดไม่เกิน 20,000 บาท

เราบอกว่า แต่ดิฉันมาในฐานะนักท่องเที่ยวแล้วก็ไม่ได้อยู่ประเทศไทยด้วย มาเที่ยวไทยแล้วก็กลับของทุกชิ้นก็กลับพร้อมดิฉัน แฟนดิฉันก็ไม่ได้เป็นคนไทยทำไมต้องเสียภาษีให้”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

ทั้งเธอและเจ้าหน้าที่ก็ยืนคุยกัน แต่น่าจะตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่เลยบอกว่า หากไม่ยอมให้ยึดของ จะติดแบล็คลิสต์ไม่สามารถเข้าประเทศได้อีก

ซึ่งเธอได้คอมเมนต์ ตามข้อความที่ 4 ระบุว่า

“เจ้าหน้าที่ไม่ฟังเหตุผล และบอกว่าถ้าเราไม่ยอมให้ยึด จะติดแบล็คลิสต์ไม่สามารถเข้าประเทศได้อีก เราไม่ยอมจึงปรึกษาทางพี่ๆ ของเรา เพราะดูแล้วเหตุการณ์แบบนี้ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น สักพักหนึ่งทางเจ้าหน้าที่อีกคนเดินมาบอกว่า ถ้าชิ้นไหนมีหลักฐานการใช้แล้ว พี่จะยอมปล่อยไป แต่ถ้าชิ้นไหนไม่มีหลักฐานจะถูกคิดภาษี

ปรากฏว่ากระเป๋า chanel เพิ่งเอามาใช้กับรองเท้าอีก 2 คู่ และเสื้อคลุม Gucci เพิ่งใช้ไปไม่มีรูปถ่ายมาก่อน เลยโดนภาษีไปเกือบ 7 หมื่นบาท”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

และสุดท้าย เธอบอกเล่าเหตุการณ์ผ่านคอมเมนต์ที่ 5 ว่า

“ยังไงก็จะคิดภาษีกับแฟนเราให้ได้ เพราะรองเท้าอีกคู่นั่น แฟนเราซื้อด้วยตัวเอง ซึ่งแฟนเราไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

ซึ่งทาง กรมศุลกากรสนามบินสุวรรณภูมิ คิดค่าภาษีนำเข้าแบรนด์เนม ดังนี้

1. กระเป๋า 20 % (+vat 7% ) รวม 27 %

2. รองเท้าและเสื้อผ้า 30% (+vat7%) = 37%

ฝ่ายเธอเองไม่ยอม จึงยืนรอจนกระทั่ง 3 ชม. จึงมีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มเดินมา เขาลดหย่อนจนเหลือภาษีที่ต้องจ่าย เหลือ 54,000 บาท

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

และมีชาวเน็ตรายหนึ่งเข้ามาคอมเมนต์ในโพสต์ของเธอว่า เธอเองก็เพิ่งโดนมาเหมือนกัน

“ของเราก็โดนค่ะ กลับไทยในรอบ 4 ปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เองค่ะ เจ้าหน้าที่เรียกค้นกระเป๋าเรา รื้อของทุกอย่างออกหมด เครื่องประดับเล็กๆ น้อยก็เอาไปคิดราคา ทั้งๆ ที่ของบางชิ้นเรามีบิลวันที่ซื้อนานเป็นปีก็โดน ไม่เข้าใจของๆ เราใช้เองแท้ๆ ตอนแรกเจ้าหน้าที่เอาของๆ เราไปคิดราคา ทั้งหมด130,000 บาทค่ะ แต่เราไม่ยอม เลยได้เจรจากัน ได้จ่าย 60,000 บาทค่ะ ทุกวันนี้ย้อนคิดไปก็ยังเจ็บใจไม่หายค่ะ”

ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban
ขอบคุณภาพจาก : เฟซบุ๊ก Pang Ban

สุดท้าย เจ้าของโพสต์ยังฝากบอกอีกว่า ต่อไปนี้ใครจะใส่แบรนด์เนมต้องระวัง เพราะเขาคงจะจ้องคุณตั้งแต่ลงเครื่องแล้ว หลักฐานต้องมี ต้องแน่น มีการมาบอกเราด้วย พี่จับมากี่หลายราย พี่รู้ทุกแบนรด์ ดิฉันไม่ใช่แม่ค้า ดิฉันใช้เอง ไม่คิดจะปกปิดอะไรทั้งนั้น และที่สำคัญ คุณไม่มีสิทธิ์มาคิดภาษีกับชาวต่างชาติ มันเสียความรู้สึกมาก

หากกฏข้อไหน ที่บอกให้ชาวต่างชาติห้ามนำแบรนด์เนมเข้าประเทศ รบกวนช่วยแจ้งทีค่ะ เพราะที่ประเทศเกาหลีเขาไม่ทำแบบนี้ หากคุณซื้อของดิวตี้ฟรีไทยแล้วมาเที่ยวเกาหลี คุณไม่อยากเสียภาษีเอาของเข้าประเทศ ก็ให้ฝากที่สนามบินอินชอน ขากลับคุณค่อยไปเบิกเอา โดยมีค่าฝากเท่านั้น

แล้วลูกเพจอีจันล่ะคะ เคยเสียภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมไปเท่าไหร่กันบ้าง?

คลิปอีจันแนะนำ
จบด้วยดี! ป้ายราคาไม่ตรงกับสินค้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co