เรียนรู้เข้าใจความต่างแต่ละเจนเนอเรชั่น พร้อมก้าวผ่านความแต่กต่าง

รู้จักความหลากหลายแต่ละเจนเนอเรชั่น พร้อมเข้าใจความแตกต่างของรูปแบบชีวิตในทุกๆช่วงวัย อย่างถูกต้อง
เรียนรู้เข้าใจความต่างแต่ละเจนเนอเรชั่น พร้อมก้าวผ่านความแต่กต่าง

แนวคิดเรื่อง ‘ช่วงวัย’ หรือ เจเนอเรชัน เป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาเนิ่นนาน ยิ่งในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นยุคแห่งความหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เชื่อมถึงกันง่ายขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนในยุคสมัยนี้จะมีความหลากหลายที่ชัดเจนมากกว่ายุคก่อนๆ โดยความต่างที่ชัดเจนคงเป็นเรื่องของช่วงวัยที่ประกอบด้วยคนหลากหลาย Generation มากที่สุด พร้อมชุดความคิดที่แตกต่างรวมถึงรูปแบบการใช้ชีวิต มาเรียนรู้ Generations ต่างๆที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อแนวทางในการเชื่อมต่อคนแต่ละยุค เพื่อช่วยในการบริหารจัดการหรือปรับตัวเข้าหาคนเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจมากขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเราเองได้

อีกทั้งในองค์กรทุกวันนี้ ล้วนมีคนหลากหลายวัยทำงานอยู่ร่วมกันและจะยังมีมากขึ้นสำหรับอนาคตในอีกไม่กี่ปี ข้างหน้า โดยเฉพาะคนทำงานรุ่นบุกเบิกจะเกษียณอายุไปจากองค์กร อะไรจะเกิดขึ้นในอีก ไม่กี่ปีข้างหน้า การทำงานร่วมกันในช่วงศตวรรษใหม่จะเป็นเช่นไร ?

ความต่างแต่ละ Generation เป็นอย่างไร ?

Baby Boomer Generation หรือ Gen B (พ.ศ. 2489 - 2507)

คือคนที่เกิด ยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านเมืองสงบหลังจากสงคราม ต้องเร่งกลับมาฟื้นฟูให้ประเทศ กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง แต่เนื่องจากได้สูญเสียจำนวนประชากรจากการทำสงคราม คนในยุคนี้จึงมีค่านิยมว่า ต้องมีทายาทหรือลูกหลานเยอะๆ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานมาช่วยกันพัฒนาประเทศ ลักษณะนิสัยจะเป็นคนจริงจัง เคร่งครัดเรื่องขนมธรรมเนียนประเพณี เป็นเจ้าคนนายคน ชีวิตทุ่มเท ให้กับการทำงาน มีความอดทนสูง ประหยัดอดออม ซึ่งมักถูกจัดเป็นพวก "อนุรักษนิยม"

ชุดความคิด

จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็น ประโยชน์ ไม่ว่าเราจะเก่งกาจแค่ไหนหรือจะประสบความสำเร็จเพียงใดก็ยังคงต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่า แสดงออกว่าการทำงานหนักคือการถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์กร และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ๆ ที่มี ประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการ เจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ แก่ Baby Boom

Generation X หรือ Gen X  (พ.ศ. 2508-2522)

คือคนที่เกิดในยุคมั่งคั่ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เติบโตมากับการพัฒนาของวิดีโอเกม คอมพิวเตอร์ สไตล์เพลง แบบฮิปฮอป และเป็นยุคที่มีการให้ควบคุมอัตราการเกิดของประชากร เนื่องจากค่านิยมยุคเบบี้บูมเมอร์ส่งผล ให้มีเด็กเกิดมากเกินไป ปัญหาตามมาก็คือเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร พฤติกรรมและลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดคือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ มีแนวคิด สร้างความสมดุลในเรื่องงานและครอบครัว คือทำงานตามหน้าที่ ไม่บ้างาน ไม่ทุ่มเท ทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง สร้างสรรค์

ชุดความคิด

ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจน และไม่อ้อมค้อม เพราะ Gen-X ชอบความตรงไปตรงมา เราสามารถใช้ Email กลับ คนกลุ่มนี้ได้ หากสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ควรพูดต่อหน้า เพราะ Gen-X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้างๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Gen-X ในการทำงานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้าๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Gen-X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่

Generation Y หรือ Gen Y ( Millennials )  (พ.ศ. 2523 - 2540)

คือคนที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิตัล มีความเป็นสากล เปิดรับวัฒนธรรมแบบ Teen Pop มองว่าการ ชื่นชอบศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีเทคโนโลยีพกพา รักความสะดวกสบาย เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจ กำลังเติบโตและเฟื่องฟูมีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ และปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ลักษณะพฤติกรรมของคน Gen-Y มักต้องการความชัดเจนในการทำงาน เช่น ต้องชัดเจนว่าสิ่งที่ทำ มีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร? 

คาดหวังที่จะมีเงินเดือนสูงๆ คาดหวังคำชม แต่ไม่อดทนต่องานที่ทำชอบเปลี่ยนงานอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ คน Gen-Y ยังต้องการสร้างสมดุลเวลาให้กับตัวเอง เช่น หลังเลิกงาน มักจะไปทำกิจกรรมให้ความสุขกับตัวเอง อย่างไปเล่นฟิตเนส แฮงเอาท์พบปะเพื่อนฝูง คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิด สร้างสรรค์ทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องไม้ เครื่องมือต่าง ๆได้อย่างคล่องแคล่วอย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่นสมาร์ตโฟน ไอแพด คุยโทรศัพท์ ไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างการเดิน การทำงาน หรือกินข้าวได้

ชุดความคิด

ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือน การให้คำชมจงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ ที่ยอมรับความคิดเขาก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้เราแสดงออกต่อสิ่งที่พวก เขาทำทุกขณะจิตเพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานมีผลต่อพวกเขามาก

Generation Z หรือ Gen Z (พ.ศ. 2540 – 2555)

เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบ ดิจิตัล ดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และสื่อบันเทิงต่างๆ เนื่องจากเกิดมาในยุคเทคโนโลยีที่ ทันสมัย เด็กในยุคนี้อาจจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าโลกที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นจะอยู่ได้อย่างไร แถมยังยกให้ สมาร์ทโฟนเป็นอวัยวะของชาว Gen-Z จนถูกเรียกว่า Digital in their DNA คนเจนนี้ติดโลกออนไลน์และรับ ข้อมูลข่าวสารมากมายอย่างรวดเร็ว ทันโลกและวิเคราะห์สถิติเรื่องต่างๆ เพื่อคาดการณ์อนาคตได้เร็ว ตัดสินใจ ทำอะไรอย่างรวดเร็ว ไม่ชอบรอคอย แต่ก็เป็นคนที่กลัวอนาคต จึงมักหาข้อมูลมาเปรียบเทียบและป้องกัน เช่น เรียนอะไรไม่ตกงาน อาชีพอะไรมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าจะเลือกงานที่เงินดีมากกว่าที่ชอบจริงๆ 

คน Gen-Z จะเปิดกว้างทางความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างมากขึ้นจากการมองเห็นในโลกโดิจิตัล จึงเปิดกว้างในการยอมรับความแตกต่าง มีแนวโน้มที่จะปรับทัศนคติได้ดี ไม่แบ่งแยกชนชั้น สีผิว ศาสนา หรือ ประเพณีที่แตกต่าง แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นมนุษย์หลายงาน เพราะความอดทนต ่า ต้องการคำอธิบายมากขึ้น ต้องมีเหตุผล ต้องรู้สึกว่าได้เข้าใจกับทุกเรื่องในชีวิต ส่วนการเรียนรู้ของคน Gen Z จะหาความรู้ได้ทุกที่ เกลียด การเรียนแบบบรรยาย ก็ชอบข้อมูลแนวกราฟ ภาพ สถิติชัดเจน เน้นข้อมูลสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายๆ เพราะจดจำข้อมูลได้ดีจากข้อมูลสั้นๆ ตามแบบฉบับโลกออนไลน์ 

ชุดความคิด

จงให้เกียรติพวกเขาก่อนเสมอในฐานะที่พวกเขาน่าจะฉลาดกว่าเรา เพราะพวกเขาเติบโตมากับยุคอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงตั้งแต่เด็ก ส่วนปรัชญาที่เหมาะสมกับการทำงานของพวกเขาคือ Work-Life Balance ไม่ชอบสไตล์ การทำงานแบบคนรุ่นเก่าที่น่าเบื่อ และเพื่อป้องกันการสูญเสียความคิดและไอเดียของคน Gen Z ดาวรุ่งดวง ใหม่ เราควรใช้ระบบการฝึกอบรมพนักงานที่ได้มาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีปรับปรุงให้องค์กรมีความทันสมัยเพื่อ ดึงดูดพวกเขาให้มาทำงาน สุดท้ายคือการให้โอกาสพวกเขาในการแสดงความสามารถอย่างเต็มที่และส่งเสริม ให้พวกเขาได้แสดงบทบาทที่สำคัญมากยิ่งขึ้นเสมอ

Generation Alpha หรือ Gen Alpha (พ.ศ.2553 – 2568)

ถือว่าเป็นเจนที่ฉลาดที่สุดในเผ่าพันธุ์มนุษย์จากช่วงวัยที่เกิดขึ้นมาด้วยความเพียบพร้อมของเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ตั้งแต่วัยเด็กความพิเศษของเด็กกลุ่มนี้คือ มีการใช้อินเตอร์เน็ตทุกวันเฉลี่ย 47.4%  และมีแนวโน้มการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อ Gen Alpha ส่วนใหญ่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยียุคใหม่ที่พัฒนาเต็มที่ ไม่เคยใช้ชีวิตโดยขาดสมาร์ทโฟนและมีพฤติกรรมแสดงออกผ่านโลกออนไลน์เร็ว จึงส่งผลต่อทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความคิดของเด็กเจนนี้หลายมิติ เช่น พวกเขาคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง การศึกษาเปลี่ยน ทำให้เขามีมุมมองในมิติโลกการเรียนรู้และอาชีพการงานเปลี่ยนไป อย่าแปลกใจที่เด็กรุ่นนี้จะมีความคิดและความต้องการคนละแบบกับบุคคลที่เติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่าง เพราะยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวไกลยังมีอาชีพเกิดใหม่อีกมากมาย ที่ชาว Alpha Generation ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ชุดความคิด

เติบโตขึ้นมาท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีหลากหลายชนิดบนโลกนี้ทำให้เด็กเจนอัลฟ่าคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะลงมือลองผิดลองถูกเพื่อการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเองอยู่เสมอ โดยพวกเขาจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว และมีเซนต์ในการเซนต์ในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ อีกทั้งเจนอัลฟ่ายังเป็นเจนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง รักอิสระเป็นอย่างมาก และสามารถใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวได้ จนทำให้ในบางครั้งพวกเขาจึงมักจะละเลยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นไปได้ และนอกจากนี้เจนอัลฟ่ายังมีแนวโน้มที่จะเป็นคนขี้เบื่อ มีความอดทนต่ำ และอารมณ์ร้อน ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกและตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้อย่างรวดเร็วทันใจมาตั้งแต่เกิด

rawpixel.com

Generation C (Connected) หรือ Gen C (แบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค)

เป็นเจนที่บัญญัติขึ้นมาใหม่ในช่วงที่ Internet เริ่มบูมในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สำหรับความหมายของ

C ของ Gen C ก็คือ Connected กล่าวคือเป็นเจนที่มีการเชื่อมต่อ (Connect) อยู่ตลอดเวลานั่นเองอย่างไรก็ตาม Generation C หรือ Gen C เป็นการแบ่งด้วยพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral) ไม่ได้เป็นการแบ่งด้วยหลักประชากรศาสตร์ (Demography) เหมือนกับ Generation ที่คุ้นเคยอย่าง Gen X Gen Y และ Gen Z แต่ก็ต้องยอมรับว่า Gen C ส่วนใหญ่ก็คือคนที่อยู่ใน Generation Y และ Generation Z 

ชุดความคิด

นับเป็นทั้งผู้เสพ และผู้สร้าง ในคนคนเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Gen C นิยมเสพข้อมูลแบบไม่ฉาบฉวย และที่สำคัญก็คือถือว่าการเสพข้อมูลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน นอกจากเป็นผู้รับที่ดีแล้ว ยังเป็นผู้สร้างที่ดีอีกด้วย เพราะชาว Gen C ชอบที่จะสร้างสรรค์ พร้อมกันนั้นก็สนุกกับการแบ่งปันสารสนเทศต่างๆ ไปด้วยในตัว Cyber Space หรือ Internet จึงเป็นศูนย์กลางของการติดต่อสื่อสารที่สำคัญมากสำหรับ Gen C อีกทั้งยังกล้าคิด กล้าทำ กล้าสร้างสรรค์ และกล้าปลดปล่อยผลงาน ไม่ว่าจะดูหนังฟังเพลงอ่านหนังสือหรืองานศิลปะ เป็นกลุ่มคนพวกที่ตื่นนอนตอนเช้าก็เช็ค Twitter Instagram Facebook LINE TikTok TV วิเคราะห์ข่าว ระหว่างเดินทางไปเรียน หรือไปทำงานก็ฟัง Poscast เช็คข่าวสาร ฟังเพลงใหม่ ทันทีที่ถึงโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือ Office ก็จะเปิด Computer อ่าน e-Mail เข้าห้อง Chat โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้ Internet ในการค้นหาข้อมูลเพื่อประกอบเรียน และการทำงาน พูดง่ายๆ ว่า Gen C ก็คือประชาชนคนรุ่นใหม่ที่มี Life Style การ Connecting People อยู่ตลอดเวลา

วิธีก้าวข้ามความต่างเพื่อเข้าหากันระหว่าง Generation

  1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อหรือทัศนคติต่อ ชีวิตไม่เหมือนเรา เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป

  2. ชื่นชมจุดดีแทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ 

  3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องท างานด้วย

***************

คลิปอีจันแนะนำ
เตรียมบูรณะ ที่พักสงฆ์…ไร้ชื่อ ในทะเบียนวัด-วัดร้างเมืองชุมพร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co