เรื่องน่ารู้ จุดกำเนิดกว่าจะมาเป็นทางม้าลายที่ทั่วโลกยอมรับ

เรื่องราวความก้าวหน้าที่แลกมาด้วยความสูญเสีย จนต้องค้นหาวิธีป้องกันที่ทั่วโลกยอมรับ “ทางม้าลาย” ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร ? พร้อมเข้าใจข้อบังคับใช้เพื่อความปลอดภัย
เรื่องน่ารู้ จุดกำเนิดกว่าจะมาเป็นทางม้าลายที่ทั่วโลกยอมรับ

เส้นขาวสลับดำ หรือทางม้าลาย ที่เราเห็นอยู่ตามท้องถนนนับเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกใช้กันระดับสากลทั่วโลก เป็นเครื่องหมายจราจรที่ถูกบังคับใช้ทั้งผู้ขับขี่และคนเดินเท้าข้ามถนน เพื่อความปลอดภัยแต่กลับเป็นหนึ่งสิ่งที่ถูกละเลยมากที่สุดทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า สำหรับทางม้าลายนั้นจะมีประวัติมาศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจอย่างไร และทางม้าลายเวอร์ชั่นเก่าจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้างไหม เราจึงจะมาทำความรู้จักเกี่ยวกับทางม้าลายที่ทุกคนควรรู้กันให้มากขึ้น

ต้นเหตุจากความสูญเสีย

ต้องย้อนกลับของการกำเนิดขึ้นของยานพาหนะคันแรกบนโลก Benz Patent-Motorwagen ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งถือเป็น ยานพาหนะที่เปลี่ยนแปลงการจราจร การเดินทาง และการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมไปตลอดกาล  รถยนต์คันแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในปี  1886 โดย คาร์ล ฟรีดริช เบนซ์ (Karl Friedrich Benz) วิศวกรยานยนต์ชาวเยอรมัน

ขอบคุณภาพจาก : Benz Patent-Motorwagen ภาพ eventosmotor
ขอบคุณภาพจาก : Benz Patent-Motorwagen ภาพ eventosmotor

แต่การปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตการเดินทางในเวลาต่อมา ได้ควบคู่ไปกับความสูญเสียซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 21 มีคนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน นักขี่จักรยาน และผู้ใช้ยานพาหนะเสียชีวิตได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จนในปี ค.ศ.1926 รัฐบาลอังกฤษเริ่มรวบรวมสถิติการเสียชีวิตบนท้องถนนเป็นครั้งแรก แต่กว่าทางม้าลายแห่งแรกของโลกจะถือกำเนิดขึ้นก็ล่วงเลยเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1930 เหตุผลหลักที่ทำให้สังคมหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้นคือความตาย ด้วยที่ว่าถนนหนทางในยุคนั้นยังไม่มีสัญญาณเตือนให้รถหยุด คนในยุคนั้นจึงใช้ชีวิตกันตามมีตามเกิดคนเดินข้ามถนนก็ไม่สนใจรถ รถก็ไม่สนใจคน

ขอบคุณเจ้าของภาพ
ผู้เสียชีวิตจาการข้ามถนนรายแรก Bridget Driscol
ผู้เสียชีวิตจาการข้ามถนนรายแรก Bridget Driscolขอบคุณภาพจาก : roadpeace.org

กระทั้งเกิดการสูญเสียครั้งแรกจากรถยนต์ชนคนเดินถนนก็เกิดขึ้นที่คริสตัลพาเลซ ทางตอนใต้ของลอนดอนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 1896 โดยเหยื่อเคราะห์ร้ายคือนางบริดเจ็ต ดริสคอล (Bridget Driscoll) วัย 44 ปี จากเมืองครอยดอน เมื่อเธอได้ก้าวออกไปบนถนนและรถที่ขับเคลื่อนด้วยแก๊สโดยอาเธอร์ เอดซอลล์ กำลังแล่นรถด้วยความเร็วสูงสุด 4 ไมล์ต่อชั่วโมง เมื่ออาเธอร์เห็นคนเดินถนน เขาได้สั่นกระดิ่ง ตะโกนเตือนและหักเลี้ยวรถ… แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะบริดเจ็ตที่งุนงงถูกกระแทกและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุไม่กี่นาทีต่อมาจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ  ข่าวดังกล่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไปจนสร้างความแตกตื่นให้ทั้งผู้ใช้รถและคนเดินเท้าอยู่พักใหญ่

กำเนิดทางม้าลาย (Pedestrian Crossing)

จนต่อมาสหราชอาณาจักรประกาศบังคับใช้กฎหมายจราจรปี 1934 ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า รถต้องจอดให้คนเดินข้ามถนนก่อน พร้อมประดิษฐ์เสาไฟใหม่เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายขึ้นมา โดยเรียกว่า Belisha Beacons ตามชื่อ เลสลี่ ฮอร์-เบลิชา (Leslie Hore-Belisha) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของสหราชอาณาจักรผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ ในจุดที่ถูกกำหนดให้เป็นทางข้ามถนนจึงต้องมีเสาไฟนี้ยืนต้นประกบสองฝั่ง หวังให้คนขับรถมองเห็นได้แต่ไกล เพราะบนหัวเสามีโคมไฟ สีเหลืองอมส้ม เป็นจุดสังเกตหลังจากเปิดใช้งานจริง ปรากฏว่าแค่สีของโคมไฟยังโดดเด่นไม่พอและคนขับรถส่วนใหญ่ก็ยังเผอเรอไม่ทันสังเกตเสาไฟเหล่านี้

จนกระทั้งทางม้าลาย (Pedestrian Crossing) ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1934 โดยในตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ มีลักษณะเป็นเส้นตรงสลับช่องในแนวขวางเหมือนอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ เพื่อให้คนใช้ข้ามถนน และในปี 1949 จอร์จ ชาร์ลส์เวิร์ธ (George Charlesworth) นักฟิสิกส์และวิศวกรจราจร จึงเสนอให้ทาสีเพิ่มที่ตัวเสา เขาทดลองจับคู่สีทั้ง แดง-ขาว ตามเครื่องหมายกาชาด และคู่สีตรงข้ามอย่าง น้ำเงิน–เหลือง และ ขาว-ดำ สองปีผ่านไป ชาร์ลส์เวิร์ธพบว่า คู่สีขาว-ดำ ให้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด เพราะดึงสายตาของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มองเห็นได้ง่ายกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสีอื่นๆ แต่เพื่อลดความสุ่มเสี่ยงและข้ออ้างของคนขับรถว่ามองไม่เห็น จึงทาสีขาว-ดำ ลงบนพื้นถนนตรงจุดที่ใช้เป็นทางข้ามด้วย

ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 31 ตุลาคม 1951 บนถนนสายหลักของเมืองสลาวห์ (Slough) เพราะเป็นย่านการค้าและมีผู้คนพลุกพล่านและรถยนต์สัญจรตลอดเวลา ส่วนชื่อเรียกเฉพาะว่า ทางม้าลาย เกิดขึ้นจาก เจมส์ คัลลาฮาน (James Callaghan) นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในสมัยนั้น เห็นสีขาว-ดำที่ใช้ทาสลับบนถนนแล้วทำให้เขาอดคิดถึงสีขนของตัวม้าลายไม่ได้ ในภาษาอังกฤษแบบบริติชจึงบัญญัติคำเรียกทางข้ามถนนว่า Zebra Crossing นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ถึงอย่างนั้นทางม้าลายก็ยังจำกัดอยู่แต่ภายในสหราชอาณาจักร ในเวลาเดียวกัน

ด้านสหรัฐอเมริกาเลือกใช้ป้ายเขียนข้อความ STOP เป็นสัญลักษณ์แทนแล้วบนถนนก็มีช่องทางสำหรับเดินข้ามอยู่แล้ว จึงไม่ได้นิยมทาสีสลับขาวดำแบบทางม้าลายของสหราชอาณาจักร  จึงทำให้ทางม้าลายสีขาว-ดำยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก ซึ่งในช่วงยุคล่าอาณานิคมของประเทศอังกฤษ การใช้เส้นทางข้าม หรือ ทางม้าลาย ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ให้สัญญาณคนข้ามถนน และผู้ขับขี่ยานพาหนะ และไอเดียนี้ก็ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นทางม้าลายและเป็นที่เข้าใจความหมายทั่วกัน

อิทธิพลวงดนตรีร็อกแอนด์โรล

ด้วยความโด่งดังของ The Beatles (เดอะบีเทิลส์) วงดนตรีร็อกแอนด์โรลจากเกาะอังกฤษ การที่กระแสความนิยมของแฟนเพลงทั่วโลกมีต่อวงเดอะบีเทิลส์ ทำให้ปกอัลบั้มที่ 11 ได้รับความสนใจคือจุดเด่นของอัลบั้มคือภาพหน้าปกที่สมาชิกทั้งสี่คนกำลังเดินเรียงแถวข้าม ถนนแอบบีย์ (Abbey Road) ของกรุงลอนดอน ซึ่งพวกเขานำชื่อถนนมาตั้งเป็นชื่ออัลบั้ม ทำให้ภาพทางม้าลายของสหราชอาณาจักรแพร่หลายไปทั่วโลกพร้อมกับอัลบั้มใหม่ของวงเดอะบีเทิลส์ ทำให้หลายๆประเทศต่างเริ่มศึกษารูปแบบทางม้าลายของสหราชอาณาจักร แล้วนำมาปรับใช้ในประเทศของตัวเอง

ทำให้ทางม้าลายบนถนน Abbey กลายเป็นแลนด์มาร์คจุดท่องเที่ยวที่โด่งดัง ของเหล่าสาวกวงเต่าทอง ทั้งนี้วงเดอะบีเทิลส์ได้เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมของทางม้าลายไปโดยปริยาย ด้วยความโด่งดังนี้ถึงขั้นที่ทางการได้ขึ้นทะเบียนยกย่องให้ทางม้าลายบนถนนแอบบีย์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ ในปี 2010 จากการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้ได้รู้จักทางม้าลาย

จำเป็นต้องม้าลายด้วยเหรอ ?

โดยหลายประเทศต่างพยายามสร้างสรรค์ลวดลายบนทางเท้าเป็นของตัวเอง ถึงอย่างนั้นก็เป็นแค่ลายที่ใช้ในพื้นที่จำกัดหรือเมืองใดเมืองหนึ่ง อย่างเช่นลาโกรุญญา (La Coruña) ประเทศสเปน ทาสีทางข้ามถนนเลียนแบบลายของวัว แล้วตั้งชื่อทางข้ามถนนใหม่ว่า (Cow crossing) เพราะวัวเป็นสัตว์เพื่อการเกษตรกรรมของเมือง แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้แค่ปรับลายบนถนนอย่างเดียว แต่ติดตั้งเสาสัญญาณไฟเหนือทางข้ามถนนซึ่งเรียกว่า (Hawk crossing) ตามนกอินทรีที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ แม้แต่อังกฤษเองก็เคยออกแบบลายใหม่และคงยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ Tiger crossing ลักษณะเหมือนทางม้าลายต่างกันแค่สีที่ทา เพราะใช้สีเหลืองสลับสีดำตามสีขนของเสือ

ขอบคุณเจ้าของภาพ
ขอบคุณเจ้าของภาพ

อีกทั้งบางแห่งครีเอทมากเป็นรูปภาพแบบ 3 มิติกันก็มี แต่ที่เด็ดกว่าคือแบบดิจิทัล ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น ได้นำเทคโนโลยีแบบโฮโลแกรม โดยฝังอุปกรณ์ลงบนพื้นถนน เมื่อมีคนเดินข้ามถนน อุปกรณ์นั่นจะยิงแสงขึ้นมาเป็นกราฟฟิกขวางรถไว้ทันที ถึงอย่างนั้นลายที่ได้รับความนิยมที่สุดก็ไม่พ้นลายขวางเท่าม้าลาย (Zebra Crossing)

บทลงโทษผู้ที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตผู้อื่น

ล่าสุดกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่ 13 ได้เพิ่มอัตราโทษปรับสำหรับการกระทำความผิดที่เป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก่อให้เกิดความบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตทั้งกับตัวผู้ขับขี่หรือผู้ใช้ทางคนอื่น ๆ ได้แก่

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด ปรับไม่เกิน 4,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 1,000 บาท)

  • ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ปรับไม่เกิน 4,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 1,000 บาท)

  • ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ปรับไม่เกิน 4,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 1,000 บาท)

  • ขับรถย้อนศร ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 500 บาท)

  • ไม่สวมหมวกนิรภัย ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 500 บาท)

  • ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (จากอัตราโทษเดิม 500 บาท)

รวมถึงเพิ่มโทษผู้ขับขี่ที่ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต โดยเพิ่มอัตราโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถึงแม้ว่ากฎหมายหรือช่องทางสัญลักษณ์จะมีการควบคุมมากขึ้นเพียงใด คนที่ขาดวินัยและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรก็ยังคงมีอยู่จำนวนมาก ฉะนั้นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ก็คือ เริ่มจากที่ตัวเราเองก่อนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังรอบคอบให้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น

ขอบคุณข้อมูล 22september.org , historydaily.org , blackcablondon.net , theguardian , nationalarchives.gov.uk , tweaktown , จราจรทางบก

คลิปอีจันแนะนำ
“ดวงไม่ถึงฆาต” หมูโรงเชือดหนีตายเข้าห้าง เจอคนใจบุญขอไถ่ชีวิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
logo
อีจัน
www.ejan.co