เรื่องผิดๆ ที่คนมักเข้าใจ ในการใช้กัญชารักษาโรค

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกัญชา ที่หลายคนไม่รู้ ไม่มีหลักฐานชัด ว่าช่วยบรรเทาอาการทางจิต
เรื่องผิดๆ ที่คนมักเข้าใจ ในการใช้กัญชารักษาโรค

เรื่องของกัญชากำลังมาเเรง

วันนี้ อีจัน มีข้อมูลเรื่องกัญมาเล่าสู่กันฟัง ขอบคุณข้อมูลจากเพจ Addiction Talk - จิตแพทย์อยากเล่า by TSAP

“ความเข้าใจผิดเรื่องกัญชา ที่หลายคนไม่ทันรู้หรือรู้ไม่เท่าทัน”

1.กัญชาช่วยทดแทนยาแก้ปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นมีผลน้อยมาก

การใช้กัญชาเพื่อทดแทนยาแก้ปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้น มีผลน้อยมากในการบรรเทาอาการปวดเรื้อรังหรือบรรเทาอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้กัญชาจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น เกิดการรับรู้และสมาธิบกพร่อง อาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการง่วงซึม

2.กัญชากับการช่วยนอนหลับ ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างน้อย

การใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังร่วมด้วยให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างน้อย โดยสารในกัญชาช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ได้เป็นจากโรคมะเร็ง และผลการรักษาสำหรับการนอนจะน้อยลงไปอีกในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังที่เป็นผลจากโรคมะเร็ง ทั้งนี้ การได้กัญชาจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงได้มากมาย ได้แก่ เกิดอาการมึนงง ง่วงซึม ปากแห้ง อ่อนเพลีย และเกิดอาการคลื่นไส้

3.กัญชากับโรคจิตเวช ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากัญชาช่วยบรรเทาอาการของทางจิตเวชได้

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากัญชาช่วยบรรเทาอาการของทางจิตเวชได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคสมาธิสั้น กลุ่มอาการ Tourette โรคสะเทือนขวัญจากการประสบเหตุการณ์รุงแรง (Post Traumatic Stress Disorder, PTSD) หรือ อาการโรคจิต ในทางกลับกัน การใช้กัญชาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้า (psychosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าและความคิดอยากฆ่าตัวตาย มีความสัมพันธ์กับการมีโรควิตกกังวลทั้งนี้ การใช้กัญชาในวัยรุ่นยังทำให้ระดับสติปัญญาลดลงและเกิดความบกพร่องในการเรียนรู้

4.การใช้กัญชาเป็นประจำอาจมีผลต่อการก่อความรุนแรงทางกายขึ้นได้

การใช้กัญชาเป็นประจำอาจมีผลต่อการก่อความรุนแรงทางกายขึ้นได้ เช่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น คุกคามทางเพศ เกิดการต่อสู้และจี้ปล้น เป็นต้น โดยผู้ใช้กัญชาอย่างหนักเป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงทางกายเพิ่มเป็น 2.8 เท่า ส่วนผู้ที่ใช้กัญชาในปีที่ผ่านมามีความเสี่ยง 2.05 เท่า ซึ่งพบความเกี่ยวข้องของการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงจากการใช้กัญชาในกลุ่มผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีอาการรุนแรงเช่นกัน

5.กัญชาเป็นประตูสู่สารเสพติดประเภทอื่น

การใช้กัญชาทำให้ผู้ที่ใช้ริเริ่มจะใช้สารเสพติดชนิดอื่นในเวลาต่อมาได้ เหมือนกัญชาเป็นประตูสู่สารเสพติดประเภทอื่น (gateway drug) โดยผู้ที่ใช้กัญชามีความเสี่ยงที่จะริเริ่มใช้สารเสพติดกลุ่มโอปิออยด์ (เช่น เฮโรอีน สารกลุ่มฝิ่น หรือยาแก้ปวด) ในเวลาต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 2.76 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้กัญชา และมีความเสี่ยงที่จะติดสารกลุ่มโอปิออยด์เป็น 2.52 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้กัญชา

จากข้อมูล จะเห็นได้ว่าการใช้กัญชา ในปริมาณที่เยอะเกินไปนั้น ประกอบกับระยะเวลาในการใช้ โดยที่ไม่ได้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เฉพาะทางโรคต่างๆ ก็อาจทำให้เกิดโทษได้

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการใช้กัญชาเสรี แต่ก็เป็นการใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ

บทสรุปของ “กัญชาเสรี” จะเป็นอย่างไร เมื่อในปัจจุบันคนในประเทศยังมีความเห็นต่าง จะมีการร่างกฏหมายกัญชาเสรีใหม่หรือไม่อย่างไร คงต้องรอติดตามกันต่อไป

คลิปแนะนำอีจัน
คนเป็นทำเพื่อคนตายครั้งสุดท้ายรับส่งให้ถึงบ้าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co