สมหมาย อดีต รมว.คลัง โพสต์จวกรัฐบาล แก้วิกฤต โควิด เละเทะ!

สมหมาย ภาษี อดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กจวกรัฐบาล ไม่อยากเห็นวิกฤต กลายเป็นวิบัติ หลังแก้วิกฤต โควิด เละเทะ!
สมหมาย อดีต รมว.คลัง โพสต์จวกรัฐบาล แก้วิกฤต โควิด เละเทะ!

26 ก.ค. 64 นาย สมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sommai Phasee - - สมหมาย ภาษี โดยระบุหัวข้อว่า... “ไม่อยากเห็นวิกฤตกลายเป็นวิบัติ”

“วิกฤตของไทยวันนี้ เป็นสิ่งที่คนไทยเองไม่เคยพบเคยเห็น สื่อต่างประเทศและสถาบันการเงินการคลังระหว่างประเทศที่มองเราอยู่ ไม่เข้าใจว่าไทยเกิดวิกฤตอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ว่าจะมองในมิติใดก็ตาม ประเทศไทยตกต่ำและเละเทะกว่าใครเขาทุกด้าน ผมจะยกเรื่องที่สำคัญๆ มาให้ฟังสัก 3 เรื่อง

ขอบคุณภาพจาก FB : Sommai Phasee - - สมหมาย ภาษี

1. เรื่องเศรษฐกิจ ปี 2564 นี้ มีการปรับการคาดการณ์จากทุกสำนักว่า GDP ของไทยปีนี้แทนที่ต้นปีคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 3 – 4 % แต่จะไปได้จริงแค่ 1.5 % เทียบกับปี 2563 ที่ติดลบหรือหดตัว 6.1 % ดูให้ดีนะครับ ปี 2563 GDP ติดลบหรือหดตัวลงเป็นหุบเหวถึง – 6.1 % ถ้าปีนี้ขยายตัว 1.5 % แปลว่า GDP ของไทยปีนี้จะไต่เต้าขึ้นมาได้สูงกว่าก้นเหวนิดเดียวเท่านั้นเอง ปี 2565 ต้องไต่เต้าขึ้นมาอีก 4.5 % เป็นอย่างน้อยจึงจะถึงปากเหว เหนื่อยแน่ครับ

เมื่อ GDP ขยายตัวไม่ได้ดังที่คาดหมายของทางการ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือการเพิ่มความกดดันให้ทุกภาคส่วน อัตราส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ว่าจะไม่เกิน 60 % ของ GDP ก็จะได้เห็นในเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้าว่าต้องทะลุ 60 % อัตราหนี้ครัวเรือนเมื่อสิ้นไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 90.5 % ของ GDP แทนที่จะลดตามคำสั่งของผู้นำ ก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยเป็น 92, 93, 94 % ให้เห็นจะๆ

ถ้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องออกมาสู่สาธารณชนอย่างตรงไปตรงมาแบบยังสำนึกได้ว่า เงินเดือนที่ได้รับอยู่มาจากภาษีของประชาชนที่ต้องทนลำบากกันถ้วนหน้า เราก็คงจะได้เห็นตัวดัชนีทางเศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังดิ่งลงไปสู่ความตกต่ำทั้งนั้น ป่วยการที่จะมาถามว่าแล้วจะแก้เศรษฐกิจตกต่ำกันอย่างไร เวลานี้มีทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ได้ ก็คือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังเรียกร้องกันสนั่นเมืองอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ

2. เรื่องการต่อสู้กับ โควิด ของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดไว้ชัดเจนให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทุกระดับชั้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดูแลด้านสาธารณสุขของประชาชนตามมาตรา 47 ที่ได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

แต่เมื่อเกิดการระบาดของ โควิด เราคนไทยทั้งหลายก็ได้รู้เห็นกันชัดเจนว่า การเข้าแก้ไขปัญหา โควิด ในช่วงร่วมสองปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ ได้ใส่ใจดูแลประชาชนคนไทยแค่ไหน ประชาชนทุกสาขาอาชีพจะยากดีมีจนแค่ไหน ก็ได้เห็นกันเต็มตาแล้วว่า รัฐบาลนี้มีปัญญาป้องกันและขจัดโรคติดต่อกันแค่ไหน การพูดเรื่องวัคซีนเลอะเทอะแบบแก้ตัวไปวันๆ การป้องกันการระบาดของโรคร้ายเป็นอย่างไรไม่ต้องพูด ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของคนติดเชื้อและคนป่วยตายแต่ละวันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวันนี้มันฟ้องอยู่แล้ว

ลองหันไปดูในต่างประเทศกันบ้าง จะเห็นได้ชัดว่าเขาต่อสู้กับการระบาดของ โควิด กันอย่างไร ผมได้ฟังการบอกเล่าจากเพื่อนคนไทยที่อยู่ในประเทศเยอรมนีมานานปี ฟังได้ว่าที่เยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล

ผู้นำหญิงที่ได้รับการศรัทธาและยกย่องจากประชาชนของเขาอย่างมากมายาวนานถึงสี่สมัยของการเลือกตั้งติดต่อกัน 16 ปี ตอนนี้ผู้นำได้ทำให้ประเทศเขาผ่านวิกฤต โควิด จากเมื่อช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่มีการติดเชื้อระบาดรายวันหลักหมื่น แต่ขณะนี้มีแค่หลักร้อยเท่านั้น

ความสำเร็จของการต่อสู้กับ โควิด ของผู้นำเยอรมนี มี 3 ประการเท่านั้น คือ ประการแรก ผู้นำกล้าออกมารับความผิดพลาดและขอโทษต่อประชาชนทุกครั้งที่ได้ตัดสินใจกระทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการล็อกดาวน์ประเทศล่าช้า จนทำให้เกิดการระบาดในระลอกใหม่ หรือการใช้วัคซีนผิดพลาดจนต้องเปลี่ยนวัคซีน

ประการที่สอง รัฐจัดระบบการตรวจได้ทั่วถึง มีการตรวจเชิงลึกและเพิ่มจุดตรวจมาก ยอมให้ประชาชนซื้อชุดตรวจราคาถูกมาตรวจเองที่บ้าน ทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงไม่ต้องออกจากบ้านไปตรวจ เป็นการลดของการแพร่ระบาดอย่างมาก

และ ประการที่สาม คือ มาตรการล็อกดาวน์ที่ยาวนานถึง 6 เดือน และทำการเยียวยาประชาชนอย่างจริงจัง มีการจัดหาวัคซีน เช่น โมเดอร์นา และไฟเซอร์ มาฉีดให้ประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง สามารถฉีดเข็มแรกได้ 90 % ของประชากรในเวลาอันสั้น

ที่สำคัญคือ มีการตัดงบประมาณด้านอื่นๆ ที่ไม่ค่อยจำเป็นมากมาใช้ในการเยียวยา ไม่ใช่เอาแต่กู้เงินเป็นล้านล้านบาทแบบไทย จึงทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ เห็นใจ และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่จนรัฐบาลประสบความสำเร็จ นี่คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบตรงไปตรงมาของประเทศเยอรมนี มันช่างต่างกับรัฐบาลไทยอย่างฟ้ากับดิน

3. ประเทศจะวิบัติไหม เมื่อดูการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ทรุดลงเร็วทุกวัน กับได้เห็นการต่อสู้กับโควิด-19 ที่ผ่านมาอย่างมั่วซั่วเละเทะ ก็ต้องมาคิดถึงสิ่งที่คนไทยทั้งชาติอาจจะต้องเผชิญกับความวิบัติและรัฐบาลล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่อยากจะเห็น

เมื่อมาถึงขั้นนี้ บรรดานักธุรกิจและผู้รู้มากคน มักจะถามว่าตอนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 นั้น รุนแรงเหมือนตอนนี้ไหม ผมซึ่งนั่งทำงานอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งอยู่ตรงกลางที่ระเบิดทางเศรษฐกิจตก ขอเรียนว่าครั้งนั้นวิกฤตกระทบต่อสถานะของประเทศหนักในเรื่องการไม่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไว้สำหรับการชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศที่มีจำนวนมากมาย ได้กระทบต่อพ่อค้าและนักธุรกิจที่กู้ทั้งเงินดอลลาร์และเงินบาทมาสร้างฟองสบู่จนล้มคว่ำไปทั่ว เพราะรัฐบาลต้องลอยตัวค่าเงินบาททำให้บาทอ่อนตัวลงเกือบเท่าตัว จากดอลลาร์ละ 26 – 27 บาท เป็นประมาณ 50 บาท แต่สำหรับประชาชนคนจนไม่ทุกข์ทรมานและอดอยากปากแห้งจนถึงกับต้องตายข้างถนน จนถึงกับเจ็บป่วยแล้วโรงพยาบาลไม่มีเตียงรับ และจนถึงกับเตาเผาศพรับไม่ไหวเหมือนตอนนี้

สิ่งที่สมัยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งกับวิกฤต โควิด แตกต่างกันอย่างมาก คือ การใช้จ่ายและการจัดงบประมาณภาครัฐ สมัยต้มยำกุ้งประเทศหมดอิสรภาพทางการเงินการคลังเพราะถูกกำกับดูแลและควบคุมโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อย่างประชิดตัว

นอกจากวางตัวเจ้าหน้าที่ให้กำกับควบคุมอยู่ในบ้านเราแล้ว IMF จะส่งคณะผู้กำกับดูแลจากสำนักงานใหญ่ที่วอชิงตัน ดี ซี มาพบตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานเศรษฐกิจไทยทุก 45 วัน หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 เดือน

สมัยนั้น ภาครัฐถูกควบคุมเรื่องการเงินการคลังโดย IMF อย่างเหนียวแน่น รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังไม่สามารถกู้เงินพิเศษโดยการออกพระราชกำหนดมาใช้เป็นล้านล้านบาทเหมือนสมัยนี้ได้ การตั้งงบประมาณในปีงบประมาณ 2541 - 2542 รัฐบาลต้องรัดเข็มขัดลงมาถึงรูสุดท้าย ไม่เหมือนงบประมาณปี 2564 ที่ผ่านมา และปี 2565 ที่กำลังอภิปรายกันในคณะกรรมาธิการแปรญัตติงบประมาณตอนนี้ โดยสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ประชาชนได้เลือกตั้งเข้ามา ที่ได้อภิปรายกันเหมือนประเทศอยู่ในภาวะปกติ

รัฐบาลที่ ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ไม่ต้องรอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสื่อออกมาเรียกร้องใดๆ ท่านได้ส่งท่านรัฐมนตรีคลังของท่าน ซึ่งมีผมติดตามไปด้วย ให้บินไปวอชิงตัน ดี ซี เพื่อขอพบกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเป็นการนัดหมายเป็นกรณีพิเศษมาก เพื่อเจรจาให้ไทยขอยกเลิกสัญญาซื้อฝูงบินขับไล่ F18 จากสหรัฐ ซึ่งสัญญานั้นได้มีการสั่งซื้อและวางเงินมัดจำไว้ในสมัยรัฐบาลก่อนนั้น ผลของการเจรจารัฐบาลสหรัฐยอมตามที่ขอ เพราะเห็นใจกับการต้องเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งของไทย ส่วนมัดจำที่วางไว้เขาก็ไม่ริบ แต่ให้ใช้ซื้ออาวุธอื่นแทนได้

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีคนอดอยากและล้มตายด้วยโรคร้ายที่ระบาดเพิ่มขึ้นทุกวันจนไทยพุ่งติดอันดับที่ 47 ของโลก แต่ดูเหมือนรัฐบาลนี้กลับไม่ยี่หระกับผลของการระบาดของโควิด-19 สักเท่าใด แต่กลับมีการนำเสนอของบซื้อเรือดำน้ำอีก 2 ลำ เข้าไปในงบประมาณปี 2565

ซึ่งตามข่าวว่าท่านนายกสั่งให้ถอนเรื่องไปแล้ว แต่เข้าใจว่าคงเป็นการเลื่อนไปของบปีหน้า ซึ่งปีหน้าเศรษฐกิจก็ยังไม่พ้นปากเหวอยู่ดี นอกจากนี้ ยังมีการของบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อไว้ใช้ควบคุมฝูงชนอีกด้วย การแสดงออกของรัฐบาลในการขอตั้งงบรายจ่ายดังกล่าวนี้ มันแสดงให้เห็นชัดเจนถึงการไม่ใส่ใจในการป้องกันรักษาชีวิตคนไทยของรัฐบาล คิดว่าคนไทยทนรับทุกอย่างได้หรือไง ไม่เห็นเงาของความวิบัติที่กำลังก่อตัวกันบ้างหรือครับ

ซึ่งโพสต์ดังกล่าวของนายสมหมาย ได้มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นและแชร์ต่อออกไปเป็นจำนวนมาก

อีจัน
www.ejan.co