หมอมนูญชี้ ล็อกดาวน์ทั้งเมือง ไม่ช่วยให้ผู้ป่วยลดลง

ล็อกไม่ช่วยอะไรเลย? หมอมนูญชี้ ล็อกดาวน์ทั้งเมือง ไม่ช่วยให้ผู้ป่วยลดลง ทางออกคือการกักตัวผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง ควรเปิดเมืองได้แล้ว คนทำมาหากินจะได้ทำงานปกติ
หมอมนูญชี้ ล็อกดาวน์ทั้งเมือง ไม่ช่วยให้ผู้ป่วยลดลง

สถานการณ์โควิดในไทย ยังน่าห่วง ตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักหมื่นแทบทุกวัน ที่น่าหดหู่คือ ผู้เสียชีวิต ที่มีหลักร้อยทุกวัน แม้ตอนนี้

แม้ตอนนี้การแก้ปัญหาของเราคือ การล็อกดาวน์พื้นที่เสี่ยง และการเคอร์ฟิว เพื่อลดการรวมกลุ่มแต่รวมตัว แต่เหมือนกลับว่า ไม่ได้ช่วยอะไร

ล่าสุดวานนี้ 15 ส.ค.2564 เพจเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของ นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ว่า คือ การล็อกดาวน์พื้นที่เสี่ยง และการเคอร์ฟิว เพื่อลดการรวมกลุ่มแต่รวมตัว แต่เหมือนกลับว่า ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

โพสต์ระบุว่า

“กักตัวคนป่วยและกลุ่มเสี่ยง ไม่ใช่ล็อกดาวน์ทั้งเมือง”

โรงพยาบาลเป็นสถานที่เสี่ยง มีคนไข้โรคโควิด-19 เข้ามารับการรักษาทุกวัน มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ติดเชื้อไวรัสจากคนไข้ขณะปฏิบัติงานในทุกโรงพยาบาล เมื่อวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสโควิดก็ให้หยุดทำงาน และถูกกักตัวจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ จึงให้กลับมาทำงาน นอกจากนี้คนที่ใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อในแผนกนั้นต้องได้รับการตรวจยืนยันว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้หยุดงาน และตรวจซ้ำอีกครั้ง 4-5 วัน ให้แน่ใจว่าไม่ติดเชื้อ จึงให้กลับมาทำงานได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น

ต้องยอมรับว่าบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลทุกคนถึงแม้จะระวังตัวเต็มที่ ดูแลตัวเอง ใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ ได้รับวัคซีนครบแล้ว ก็ยังติดเชื้อไวรัสโควิด การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาทำได้ยากมากๆ

ไม่มีใครมาสั่งปิดโรงพยาบาลเมื่อพบบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โรงพยาบาลปฎิบัติกับคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับคนติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ อัตราตายของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ร้อยละ 0.1 (ไม่ใช่ร้อยละ 2) พอๆกับไข้หวัดใหญ่ปี 2009 แต่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอัตราตายน้อยกว่าประมาณร้อยละ 0.03 (ดูรูป) ประเทศไทยไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ปี 2009

ถึงเวลาแล้วเราควรเอาบทเรียนจากมาตรการที่ใช้กับโรงพยาบาลนำไปใช้กับทุกสถานประกอบการ หน่วยงานต้องรับผิดชอบกับคนงานของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแคมป์ก่อสร้าง งานก่อสร้าง โรงงาน ระบบขนส่งสินค้าพัสดุ ห้างสรรพสินค้า ร้านตัดผม ตลาด ร้านค้า สนามกอล์ฟ สนามกีฬา สวนสาธารณะ เมื่อพบคนติดเชื้อ ให้คนติดเชื้อและคนใกล้ชิดหยุดทำงาน กักตัวจนกว่าจะพ้นระยะแพร่เชื้อ เพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสโควิดให้ผู้อื่น ไม่ควรมีการสั่งปิดสถานที่ใดที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด ทุกคนที่แข็งแรง ไม่มีอาการสามารถทำงานตามปกติต่อไปได้

การล็อกดาวน์ ปิดเมือง ปิดการเดินทาง ผลออกมายอดผู้ติดเชื้อของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ระลอกนี้ นอกจากจะไม่ลดลงยังเพิ่มขึ้น เป็นการยืนยันว่าไม่ได้ผล ควรผ่อนคลายบ้างแล้ว เพราะการระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในบ้านมากที่สุด

โรคโควิด-19 ทำให้คนไทยเดือดร้อนมากพอแล้ว การล็อกดาวน์ยิ่งทำให้คนไทยเดือดร้อนมากขึ้นอีก

ถึงเวลาควรเปิดเมือง ใครมีงานทำก็ไปทำ ค้าขายก็ค้าขายไป ไปท่องเที่ยวก็ไป ยกเว้นไปสถานที่คนรวมตัวกัน รวมกลุ่มกันมากๆ ไม่เว้นระยะห่าง สถานที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ติดแอร์ เช่น ผับ บาร์ สนามมวย บ่อนการพนัน โรงหนัง กิจกรรมสันทนาการ สังสรรค์ ทานอาหารร่วมกัน (เพราะต้องถอดแมสก์) ทุกคนต้องระวังตัวเต็มที่ ดูแลตัวเองทั้งนอกบ้านและในบ้านใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง หมั่นล้างมือ และรีบฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้เร็วที่สุด

เราไม่รู้ว่าการแก้ปัญหาแบบไหน ที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้การล็อกดาวน์เปรียบเสมือนการล็อกชีวิต ของหลายอาชีพเช่นกัน

คลิปอีจันแนะนำ
อีจัน
www.ejan.co