โซเชียลลุกฮือ หลังมีประเด็นประชุมสภา ค้านฉีดไฟเซอร์ให้แพทย์ เข็มที่ 3

โซเชียลไม่ทน ลุกฮือ หลังมีประเด็นประชุมสภา ค้านฉีดไฟเซอร์ให้แพทย์ เข็มที่ 3 ชี้พวกเขาควรได้ เพราะการต่อสู้โควิดล้วนมาจากพวกเขาทั้งสิ้น
โซเชียลลุกฮือ หลังมีประเด็นประชุมสภา ค้านฉีดไฟเซอร์ให้แพทย์ เข็มที่ 3

สถานการณ์โควิดในไทยตึงเครียด ผู้ป่วยรอเตียง บุคลากรทางการแพทย์เหน็ดเหนื่อย เศร้าใจและบีบหัวใจไม่พอ ล่าสุดมีประเด็นเรื่องวัคซีนทางเลือก ที่กลายมาเป็นข้อพิพาทหนักทางโซเชียล ก่อนหน้านี้มีข่าวแพทย์ของโรงพยาบาลหนึ่ง ฉีดวัคซีนโควิดยี่ห้อ ซิโนแวคแต่ยังติดโควิด แถมการตรวจภูมิคุ้มกันปรากฎว่าภูมิลดลง

อ่านข่าว หมอรามา ติดโควิด หลังฉีดวัคซีน ซิโนแวค ครบ 2 เข็ม

แน่นอนว่าหลงมีกระแสข่าวนี้ ประกอบกับ วัคซีนไฟเซอร์ที่จะเข้ามาในไทย 1.5 ล้านโดสแรก ภายในเดือนนี้ ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนทางเลือก ไฟเซอร์ ที่เป็นที่ยอมรับ โซเชียลจึงเห็นพ้องว่า หากวัคซีนไฟเซอร์ที่มาถึงไทยจริง กลุ่มแรกที่ควรได้ฉีดคือ ด่านหน้าบุคลากรทางการแพทย์

ซึ่งวานนี้ 4 มิ.ย.64 กลายเป็นประเด็นทางโซเชียล เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ออกมาโพสต์ภาพข้อความ และหนังสือซึ่งคล้ายกับเอกสารในการประชุม ที่มีเนื้อหาคัดค้านการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้บุคลากรทางการแพทย์ เพราะจะเป็นการยอมรับว่าซิโนแวคไม่มีประสิทธิภาพ

โดยระบุข้อความว่า

เห็นรายงานการประชุม กรรมการวิชาการวัคซีนแล้ว

โกรธมาก คัดค้านการฉีด Pfizer vaccine กระตุ้นเข็ม 3 ให้บุคลากรทาง

แพทย์ด้วยเหตุผลคือเป็นการยอมรับว่า Sinovac ไม่มีผลป้องกัน แล้วจะแก้ตัวยากมาก คนพูดเป็นหมอหรือเปล่าครับคุณทำงานด่านหน้าไหม จิตใจ คุณทำด้วยอะไร

ทำให้ประเด็นดังกล่าว ทำให้สังคมและชาวโซเชียลออกมาเรียกร้อง ให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ จนทะยานขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ ด้วยเหตุผบลต่างๆนาๆ แต่จุดประสงค์เดียวคือ ความปลอดภัยของด่านหน้า

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Ittaporn Kanacharoen ซึ่งเป็นเฟซบุ๊กของ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

"ขอสนับสนุนให้วัคซีนเข็ม 3 กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า"

ตามที่มีการประชุมเรื่องการพิจารณาให้วัคซีนไฟเซอร์ ที่จะได้รับ 1.5 ล้าน

โดส ในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ ในกลุ่มบุคคลใดบ้าง #โดยมีผู้

เสนอให้บุคลากรทางการแพทย์ด้านหน้า ที่ได้รับ วัคซีนชิโนแวค 2 เข็มไป

แล้ว ควรได้รับเพิ่ม ในการประชุม คณะกรรมการด้านวิชาการวัคชื่น กรม

ควบคุมโรค ที่ผ่านมานั้น ด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ในด่านหน้าเสมือนเป็นทหารอาสาสู้ศึก covid-19 ที่ต้องเสียสละตนเอง โดยมีโอกาสได้รับเชื้อจากผู้ป่วยตลอด

เวลา ย่อมถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุด กว่ากลุ่มใดๆ ในการออกรบจำเป็นต้องได้รับ"เกราะป้องกันที่ดีที่สุด" เพื่อให้เขา สามารถ "อยู่รอด" ปฏิบัติงานคุ้มครองผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะใน สถานการณ์ปัจจุบัน ที่เชื้อระบาดอย่างรุนแรงวิกฤต จนจำนวนบุคลากร ไม่เพียงพอ อยู่แล้ว การติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ คนหนึ่งไม่เพียงทำให้เขาหยุดงาน แต่กลายเป็นภาระของผู้ร่วมงานที่ต้องปฏิบัติงานแทน ขึ้นเวรแทน ทำงาน

ในขณะที่หลายแห่งเพิ่มเตียงในตึกคนไข้ เพิ่มหน้าที่ไปดูแลโรงพยาบาล

สนาม และเพิ่มไปออกหน่วยฉีดวัคน ตามที่ทุกท่านทราบดี ซึ่งทุกคนต่าง

เหน็ดเหนื่อยเต็มกำลังและล้ามากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายโรงพยาบาล วิกฤตจนต้องปิดหน่วยบริการ ปิด opd ปิดตึกผู้ป่วย ปิดห้องผ่าตัด ปิดห้องฉุกเฉิน กระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง ทั้งที่ป่วยเป็น covid และไม่ใช่ covid ไม่สามารถเข้ารักษาพยาบาลได้

ส่วนหนึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตอย่าน่าเสียดาย ในสภาวะปัจจุบันที่ผู้ป่วยจำนวนมากยังรอการรักษาพยาบาล รอเตียงที่ บ้าน จน ภาครัฐต้องขยายโรงพยาบาลสนาม และ เตียงใน รพ.เพิ่มเติม ไม่หยุดหย่อน ซึ่งต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ เพิ่มขึ้น ทั้งสิ้น

ซึ่งต้องติดตามกันต่อว่าไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสแรก บุคลากรทางการแพทย์จะได้ฉีดทั้งหมดหรือไม่ เพราะพวกเขาก็เหน็ดเหนื่อยและเสียสละมากพอแล้ว

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co