คำถามสุดจี๊ด! แม่อย่าเป็นแบบ “มนุษย์ลุงมนุษย์ป้า” นะ

ลอร่า-ศศิธร วัฒนกุล พิธีกรและนักการศึกษา ตอบอย่างไรเมื่อลูกบอกว่า “แม่อย่าเป็นแบบ “มนุษย์ลุงมนุษย์ป้า” นะ

ถึงอีจัน จากอีจันทร์

สวัสดีอีจัน สบายดีม้ายยยย  นี่เราไม่ได้คุยกันนานมากแล้วนะ ก่อนอื่นชั้นต้องขอแสดงความยินดีกับเธอด้วยนะที่เริ่มสร้างโรงเรียนได้สำเร็จแล้ว แถมยังเป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษซึ่งมันดีงามน่าตื่นเต้นมากๆ เลยนะเธอ ส่วนตัวฉันก็จะขออัพเดตให้ฟังนะว่าตอนนี้ลูกลูกของฉันโตกันหมดแล้วนะเธอ ลูกคนโต 20 แล้วจ้า คนเล็ก 15 แล้วนะ เป็นวัยรุ่นกันเต็มตัวเลยจ้า

นี่..อีจัน วันนี้ฉันจะเม้าท์ให้ฟังนะ มีอยู่วันหนึ่งนะ ชั้นกะลูกลูกไปเที่ยวนอกบ้านกันและไปเจอมนุษย์ป้าท่านหนึ่ง แล้วต่อด้วย “มนุษย์ลุง” อีกท่านหนึ่ง ลูกลูกของฉันถึงกับส่ายหัวให้กับ “ความมนุษย์ลุงมนุษย์ป้า” สองท่านนั้น…แล้วลูกลูกก็หันมามองฉัน

ลูก: แม่ แม่อย่าเป็นแบบ “มนุษย์ลุงมนุษย์ป้า” นะ

แม่ : ขอคำขยายความที หมายถึงเช่นไรฮะคุณลูก

ลูก : ก็แบบ ไม่สนใจโลก ไม่สนใจใครเลย โลกหมุนรอบตัว

แม่ : อ่าาา …ถ้าวันหนึ่งในอนาคต แม่เป็นถึงขั้นนั้นก็ช่วยเตือนกันด้วยนะคะ ว่าแต่ลูกรู้ไหมว่า…อีกมุมหนึ่งที่แม่อยากคิดออกมาดังดังให้ลูกได้ยินก็คือ…กว่าที่คนคนหนึ่งจะเป็นมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงได้เต็มขั้นแบบ “แกร่ง_ทะยาน_ไม่_เกรง_ใจ_ครายยย …”  คนนั้นเค้าก็ต้องมีข้อดีส่วนนึงเลยนะก็คือคุณลักษณะที่เรียกว่า “ช่างแม่ง”

ลูก : มนุษย์ลุงมนุษย์ป้าช่างแม่งมากเกินไปไงแม่ … มันถึงดูน่าอึดอัดรำคาญ

แม่ : คือความมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าเกินเบอร์ก็น่าอึดอัดรำคาญในความไม่เกรงใจใครแหละ…แต่ส่วนมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าตัวน้อยน้อยที่ไม่เกรงใจคนอื่นแบบพอดีพอดีนี่ก็มีความน่าสนใจจริงๆ นะ ลูกลองคิดดูสิว่ากว่าเราจะคิดเรื่อง “ช่างแม่ง” ได้นี่ก็นานนะ  อย่างตอนแม่เป็นสาวมากๆ แม่ก็จะรู้สึกเอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง เกรงอกเกรงใจ  คิดว่าคนโน้นคนนี้จะมองเราอย่างไรนะ แต่พอแม่เป็นสาวน้อยลง ก็เริ่มเข้าใจคำว่า “ช่างแม่ง” นี่ล่ะ มันคือความเป็นอิสระทางความคิดไง

ลูก : คนไทยก็เป็นแบบนี้กันทุกคนแหละแม่ เราถูกฝึกมาให้เกรงใจคนอื่น

แม่: จริงเลย คือฝึกให้เกรงใจผู้อื่นก็ดีและจำเป็น เพราะการได้รับอิสระอย่างมีขอบเขตจะทำให้เราอยู่ในสังคมได้อย่างมีสงบสุข แล้วลูกรู้ไหมว่ามันมีวิธีฝึกอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ทักษะชีวิต” ซึ่งฝึกได้ตั้งแต่วัยตัวจิ๋วหนึ่งขวบสองขวบกันเลยทีเดียว

ลูก : รู้จักสิแม่ เรียนตั้งแต่ มอ.4 ที่ UWC Isak Japan วิชาชื่อ Leading Self  & Leading Others

แม่ : เออเออ ใช่ นั่นแหละลูก งานวิจัยก็บอกเลยว่าประเทศอื่นๆ เค้าสอนเรื่อง Leading Self กันเยอะมากและสอนค่อนข้างเร็วตั้งแต่ตัวจิ๋วเพื่อเตรียมและสร้างให้เด็กมีทักษะชีวิต ส่วนในประเทศไทยพบงานวิจัยส่วนใหญ่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้ตอนชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่ก็ใช้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาซะส่วนใหญ่ คือช้าไปนิด แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลยนะ

ลูก : อ่าก็จริง แล้วไงต่ออ่ะแม่ แก้ไงดี

แม่: แก้ได้ด้วยความรัก อิอิ 

ลูก : เกาหลีเกาใจมากแม่ เอาจริงก่อน!

แม่ : อ่ะเคร เข้าเรื่องจ้ะ  ก็คือ..ใช้ความรักของผู้ดูแลเลี้ยงดูเด็กเล็กเด็กจิ๋วของเรา ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างเป็นต้นแบบไปเลย ทำได้  2 ทาง ทางแรกคือเริ่มจากในครอบครัว  ทางที่สองคือจากที่โรงเรียน

ลูก : น่าสนใจ เล่าต่อเลยแม่

แม่ : ครั้งหน้าแม่มาเล่าต่อ วันนี้ขอแม่ทานหมูกะทะอย่างตั้งใจก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวไปคุยกับเพื่อนเค้าไม่รู้เรื่องแล้วจะกลายเป็นมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงตกยุคไปซะจริงๆ คริคริ

ลูก : อ่ะเครเลยแม่

อ่ะ นี่แหล่ะอีจัน!! เรื่องของบทสนทนาตอนนี้มันก็ปังเช่นนี้แล คราวหน้ามาเล่าต่อนะเธอจ๋า คือที่ฉันเล่ามายาวก็เพราะอยากถามว่าเธอว่าไง เห็นด้วยป่าว อยากชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจ้ะ อีจัน

ลอร่า ศศิธร วัฒนกุล