นักวิจัย แจงแล้ว “วัคซีนโควิด” ไม่เกี่ยวกับการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น

นักวิจัย แจงแล้ว “วัคซีนโควิด” ไม่เกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น ชี้ การติดเชื้อโควิดร้ายแรงกว่าเยอะ

โควิด-19 กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังจากรายงานสถานการณ์ของผู้ป่วยโควิด-19 โดยกรมควบคุมโรค พบว่าระหว่างวันที่ 12-18 พ.ค.67 มีผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 1,882 คน โดยเฉลี่ยวันละ 269 คน และที่มีอาการรุนแรงปอดอักเสบ 679 คน ใส่ท่อช่วยหายใจ 281 คน และพบผู้เสียชีวิต 16 คน โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 608 โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป

อีกทั้ง มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่สูงขึ้นในญี่ปุ่น ว่าเกี่ยวข้องกับฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จนทำเอาหลายคนกังวลไม่น้อย แต่ล่าสุด สำนักข่าว AFP รายงานว่า ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ซึ่งทำการศึกษาในญี่ปุ่น ได้กล่าวกับ AFP ว่า ผลการศึกษาไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างการฉีดวัคชีนและอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพจาก มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ (University of New South Wales) ก็ยังออกมาให้ความเห็นว่า งานวิจัยดังกล่าว ศึกษาการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโรค ภาวะแทรกซ้อน หรือการสัมผัสสิ่งคุกคาม ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีน โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่ในวิจัยฉบับนี้เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งถือเป็นสาเหตุการป่วยและการเสียชีวิตลำดับต้นๆ ของโลก

นักวิชาการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ในช่วงต้นปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำลังศึกษาวิจัย คือ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือกลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต แม้ว่าจะได้รับวัคซีนหรือไม่ก็ตาม แถมงานวิจัยหลายฉบับที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนไม่พบว่า มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเสียชีวิต

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ระบุว่า จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปแล้วมากกว่า 1 หมื่น 3 พันล้านโดส พบว่าวัคซีนมีความปลอดภัยดี อาการข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่ไม่รุนแรง โดยยังคงแนะนำให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงรับวัคซีนตามคำแนะนำของประเทศต่างๆ

เพราะฉะนั้น ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีการแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและส่งต่อได้อย่างง่ายดายเพียงกดแชร์หรือเล่าต่อ เราควรตรวจสอบที่มาของแหล่งข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ออกไป ซึ่งมีช่องทางในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่มีการเผยแพร่ทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ชัวร์ก่อนแชร์ และ Fact Check Explorer เป็นต้น

และควรเชื่อข้อมูลที่มีการอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับ เช่น องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน เช่น องค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และองค์กรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์สาธารณสุขระดับโลก

ดังที่ นายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้กล่าวไว้ว่า “ที่ผ่านมา ข้อมูลเท็จและการบิดเบือนข้อมูลถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก และข้อมูลเท็จและการบิดเบือนข้อมูลนี้ก็กำลังเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของเรา ในการป้องกันโลกจากโรคระบาดอื่นๆ ในอนาคตเช่นกัน”

แล้วก็อย่าลืมหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ ด้วยนะ ‘อีจัน’ เป็นห่วง