เอาแล้วไง! สำนักพุทธฯ ยืนยัน “เชื่อมจิต” ไม่มีในพระไตรปิฎก-ขัดหลักธรรมคุณ 6 

สำนักพุทธ ฯ ยืนยัน “เชื่อมจิต” ไม่มีในพระไตรปิฎก แถมขัดหลักธรรมคุณ 6 ของพระพุทธเจ้า ยอมรับไม่มีอำนาจยับยั้ง ลั่น! ไม่หวั่นโดนฟ้อง พร้อมประสานตำรวจ ใช้มาตรการทางกฎหมาย

ซัดกันเดือดปุดๆ เลยล่ะค่ะ สำหรับกรณี อ.น้องไนซ์ เชื่อมจิต ล่าสุด สำนักพระพุทธศาสนา ออกมาแถลงชัด ตามหลักพระไตรปิฎก – เถรวาท ไม่มีลัทธิเชื่อมจิต 

วันนี้ (17 พ.ค.67) เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ เปิดเผยถึงกรณีเด็กเชื่อมจิต ว่า การแถลงข่าวในวันนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะใส่ร้ายบุคคลใดที่เกี่ยวข้อง เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ทางสำนักพุทธฯ ก็พยายามเชิญตำรวจที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ไว้ การล่วงละเมิดกฎหมายบ้านเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องพิจารณาว่ามีใครเสียหายหรือไม่อย่างไร ซึ่งขณะนี้ทางสำนักพุทธฯ ได้มาไขความกระจ่างในฐานะที่เป็นองค์กรที่รักษา ปกป้องพระพุทธศาสนา ไม่ให้เกิดการบิดเบือน 



ส่วนกรณีที่ทางครอบครัวของเด็กเชื่อมจิตมีการฟ้องร้องกลับหน่วยงานต่างๆ ทางสำนักพุทธหวั่นจะโดนฟ้องด้วยหรือไม่ นายพิชิต เผยว่า การห้ามคนฟ้องร้องนั้นห้ามไม่ได้ แต่ก็ไปพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม 

ด้าน ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เรื่องนี้ทางสำนักพุทธฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ต้น เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำสอนที่ผิดเพี้ยนไปได้มีการกราบนมัสการพระมหาเถระเพื่อขอคำแนะนำ โดยมีการแจ้งให้ใช้สติ ทำให้รอบคอบ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะส่งผลกระทบต่อเด็กให้ครอบครัว และขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการกระทำที่อาจเป็นภัยหรือผลกระทบต่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา  

แม้สำนักพุทธฯ จะไม่มีอำนาจในการห้ามหรือระงับยับยั้งบุคคลที่เผยแพร่คำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก แต่ก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด มีการยกระดับมาตรการขึ้นมาตามกระบวนการของกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ รวมถึงได้มีองค์กรภาคเอกชนยื่นเรื่องไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของสำนักพุทธฯ ที่จะออกมาให้ความกระจ่างและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง 

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวทางสำนักพุทธฯ ไม่มีอำนาจในการเรียกตัวเด็กหรือผู้ปกครองมาคุย แต่หากเป็นพระภิกษุสงฆ์ก็จะมีการแจ้งเจ้าคณะผู้ปกครองให้ดำเนินการ โดยก่อนหน้านี้ในระดับพื้นที่ก็พยายามเจรจาเพื่อทำความเข้าใจ แต่ด้วยอำนาจอดีตที่ไม่สามารถห้ามหรือระงับยับยั้งบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนที่อาจจะคลาดเคลื่อนได้ จึงต้องใช้อำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

นายบุญเชิด กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม เผยว่า พระพุทธศาสนามีความมั่นคงมาถึงทุกวันนี้เพราะมีคัมภีร์หลักคือ “พระไตรปิฎก” และจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า “การเชื่อมจิต” ไม่มีปรากฏแต่อย่างใด อีกทั้งยังขัดต่อหลักธรรมคุณ 6 ประการ ที่พระพุทธเจ้ามีดำรัสไว้ให้เราได้ศึกษาปฏิบัติ นั่นหมายความว่าผู้อื่นไม่สามารถที่จะบอกให้เราเชื่อตามเขา แต่ให้ศึกษาและปฏิบัติเอง รู้เองเท่านั้น  

ส่วนเรื่อง อนาคามี ได้แสงสีทองของพระพุทธเจ้ามาเชื่อมจิต และที่บอกว่าได้รับบัญชาจากพระพุทธเจ้าเพื่อฟื้นฟูศาสนานั้น เหล่านี้เป็นตัวที่ทำให้เราต้องนึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนคือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความจริง ความรู้ ความอิสระเสรีภาพ และเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ ฉะนั้น เมื่อมีศรัทธาก็ต้องมีปัญญากำกับเพื่อรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่คนอื่นบอก ไม่ว่าใครบอกสิ่งที่ต้องมีคือสติและปัญญาทุกครั้ง 

ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเชื่อมจิตได้ และเป็นบุตรของพระพุทธเจ้านั้น นายบุญเชิด เผยว่า เรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก เพราะสิ่งที่เราการันตีคือต้องยึดพระไตรปิฎกเป็นตัวอ้างอิงทุกบรรทัด นั่นเท่ากับว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทไม่มีเรื่องแบบนี้ แต่ท่านในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็มีความเชื่อในเรื่องดังกล่าว ฉะนั้นในประเทศไทยจะยึดแค่ฝ่ายเถรวาทเท่านั้น 

ลูกเพจมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงกันบ้างคะ อย่างไรก็ตามหากมีความเคลื่อนไหว ‘อีจัน’ จะอัปเดตให้ทราบ 


คลิปอีจันแนะนำ

เถียงกันเดือด! พม.เยี่ยมบ้าน อ.น้องไนซ์