อีจันบันเทิง 6 เมษายน 2561 | 18:28 น.

กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส

เขียนโดย อีจันบันเทิง
กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส

"ศัลยา" ครูแดงแห่งวงการคนเขียนบทละคร

บทละครโทรทัศน์นั้น สำคัญไฉน?
คุยกับครูแดง-ศัลยา บทสนทนาฉบับเต็ม ในวันที่บุพเพสันนิวาสกระจายสุขทั่วไทย
และภาคพิเศษต่อท้าย ความรู้สำหรับคนที่อยากเขียนบทละครโทรทัศน์

บุพเพสันนิวาส ละครโทรทัศน์ที่ฉายทางสถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง 3 ต้นปี 2561 ได้ปลุกความสนใจใน
ละครทีวี ให้คนไทยยุคดิจิตอลที่เริ่มสนใจแต่สื่อออนไลน์ หันมาชมละครทีวีอีกครั้ง
บุคคลสำคัญที่เป็นกลไกหลักกลไกหนึ่ง ให้ละครทุกเรื่องสนุกหรือไม่สนุก คือผู้เขียนบท

การเขียนบทละครโทรทัศน์ เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต่างจากการเขียนนิยาย เพราะต้องคำนึงถึงผู้ชมนับล้าน และคนทำงานนับร้อย ที่จะต้องนำ"บท" ที่เปรียบเสมือนแผนการทำงานนี้ ไปเป็นเอกสารสำคัญเพื่อการประชุมงาน การกำกับ การเตรียมงาน การแสดง และองค์ประกอบทั้งหมดของละคร..

ภาพจากอีจัน

อีจันบันเทิง ช่วงบันเทิงทอล์ก นัดพบ อ.ศัลยา สุขะนิวัตติ์ เจ้าของนามปากกา ศัลยา ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ฝีมือระดับครู ที่หลายคนเรียกว่าครูแดง เพื่อพูดคุยเรื่องนี้

ครูแดงเขียนบทละครโทรทัศน์มาแล้วนับร้อยเรื่อง โดยมีแนวที่ถนัดคือพีเรียด หรือละครย้อนยุคนี่เอง ซึ่งคราใดที่นามปากกา ศัลยา ปรากฏในบทละครย้อนยุค ดูเหมือนละครเรื่องนั้นจะฮิตทุกคราวครั้ง ตั้งแต่คู่กรรม สายโลหิต  ฟ้าใหม่ คือหัตถาครองพิภพ แม้แต่ นางทาส ที่ต้นฉบับนิยายมีเพียงราว ๆ 30 หน้า ครูแดงก็สร้างชื่อให้ละครดังมาแล้ว ดังนั้นมีหรือที่ บุพเพสันนิวาส ของรอมแพงซึ่งมีเนื้อหานิยายโดนใจผู้อ่านอยู่แล้ว จะไม่ถูกขยายความแปลงเป็นบทละครโทรทัศน์จนสร้างกระแสเปรี้ยง ณ พ.ศ. นี้

ภาพจากอีจัน

เราเริ่มบทสนทนาในบ่ายวันที่ 22 มีนาคม 2561 ที่บ้านบรรยากาศแสนสบายของครูแดง; อ.ศัลยา
ครูแดงเริ่มต้นประโยคแรก ด้วยรอยยิ้มใจดี แนะนำตัวเหมือนที่คุณผู้อ่านเห็น ในบันเทิงทอล์กทางหน้าเพจ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค่ะ

ภาพจากอีจัน

อ.ศัลยา :ชื่อศัลยา สุขะนิวัตติ์ จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากนั้นไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์อยู่ 33 ปี ในระหว่างนั้นก็ได้พูดคุยกับญาติที่เป็นคนทำละครว่า เราก็น่าจะเขียนบทได้เพราะเราก็พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ละครของเขา ( คุณไพรัช สังวริบุตร แห่งดาราวิดีโอ ) เขาก็โอเค เขาจึงให้ไปเขียนบท ตอนเขียนบทเขาก็สอนนะคะ บอกเคล็ดลับทั้งหมดเลย ก็เขียนมาจนตอนนี้ค่ะ เขียนละครมาแล้วน่าจะเกือบๆร้อยเรื่อง เรื่องสั้นๆก็มี เรื่องยาวก็มีนะคะ เรื่องแรกเป็นเรื่องสั้นๆชื่อเรื่อง “หลวงตา” เขียนจบในตอน ซึ่งถือว่าเขียนง่าย มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่พอมาเขียนเรื่องที่สองเป็นเรื่องยาว เขียนไม่ได้เลย เขียนไม่ได้จริงๆ มันไม่สนุกและไม่มีคนดูเลยค่ะ ถึงขนาดที่ว่าจะเลิกเขียนแล้ว เพราะเราไม่ใช่คนที่ถูกฝึกฝนมาทางด้านนี้ค่ะ แต่มันมีจังหวะที่เราหยุดไปสักพักแล้วก็กลับมาเขียนอีก ก็เลยกลับมาเขียนเรื่องต่อไปแล้วก็เขียนจนมาถึงเดี๋ยวนี้

ภาพจากอีจัน
 
จันเทิง :จากนิยายที่เป็นเล่ม ครูขยายความอย่างไรให้เป็นบทละครคะ
อ.ศัลยา :เริ่มต้นที่เมื่อได้หนังสือนิยายมา ก็ต้องบอกเลยว่าบทละครกับนิยายมันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเผื่อคนที่ไม่รู้ให้ดูจากละครและนิยาย จะรู้ได้เลยว่ามันไม่เหมือนกันนะคะ สำหรับครู เมื่อได้หนังสือมา ครูจะอ่านหนึ่งครั้งเพื่อดูโครงสร้างทั้งหมดก่อน แล้วครูก็จะอ่านละเอียดอีกครั้ง การอ่านละเอียดครั้งที่สองมันเหมือนกับครูจะเอาเรื่องทั้งหมดมาตีแผ่อยู่ตรงหน้าครู คลี่ออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ จากนั้นครูจะตัดออกเป็นเป็นท่อนๆ การตัดเป็นท่อนๆ เป็นเพราะว่าในบทละครมันจะออกมาตามหนังสือไม่ได้ เพราะหนังสือบางครั้งเขาเขียนใน 10 หน้า เขาเขียนหลายเรื่องอยู่ในนั้น แต่เราทำไม่ได้ เหตุการณ์อะไรที่เป็น situation ในหนังสือจะต้องถูกดึงออกมาแล้ววางเรียงราย ให้เรารู้ว่าเราจะเอา situation อะไรบ้าง situation หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า sit เหล่านี้ บางครั้งในหนังสือก็มีรายละเอียดมาก มีบทสนทนาพร้อม มีการกระทำต่างๆพร้อม แต่บาง sit ก็เป็นคำบรรยายแค่ย่อหน้าเดียว บรรทัดเดียวก็มี แต่มันสามารถขยายได้ เราก็จะจัดเรียงกัน พอเรียงกันแล้ว สมมติได้ออกมาทั้งเล่มแล้วนะคะ ได้ออกมา 20-30 เหตุการณ์ เราก็จะมาเรียงให้มันเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ต้นจนถึงเหตุการณ์สุดท้าย นี่คือสิ่งที่ครูทำค่ะ

ภาพจากอีจัน

จันเทิง
:ซึ่งไม่มีในตำราสมัยก่อน
อ.ศัลยา :ครูคิดว่าในตำราน่าจะมี แต่เขาอาจจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นเช่น เมื่อเราเขียนบทละคร เราต้องเริ่มต้นด้วย intro ไปก่อนสัก 1ใน8 อะไรแบบนี้ แต่ตัวเองไม่เคยทำอย่างนั้นเลย สิ่งที่ทำก็คือ เรานั่งหลับตาคิดถึงตัวละครเลย ครูต้องเป็นตัวละครทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น คนแก่ เด็ก คนใช้ ตัวโกง หรือ ตัวดี ครูต้องเป็นทุกตัว ครูต้องพูดออกมาเหมือนที่เขาจะเป็นคนพูดเอง เพราะฉะนั้นเริ่มต้น ครูต้องหลับตาแล้วเห็นเขาทั้งหมด เห็นเขาทุกคน เห็นกระจ่างอยู่ในหัว แทบจะได้ยินเสียงเขาพูดด้วย ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดเยอะก็จะต้องอ่านหนังสือเยอะ แต่ถ้าเรื่องที่รายละเอียดไม่เยอะ เราจะนั่งคิดเอา ว่าตัวละครนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น แล้วเมื่อเวลาเขียนจริงๆ เราก็เขียนได้เหมือนอย่างที่เขาเป็นจริง
ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ยกตัวอย่าง อย่างในละครบุพเพสันนิวาส มีฉากไหนที่เขียนขึ้นมายากหรือง่ายบ้างคะ
อ.ศัลยา :บุพเพสันนิวาส หรือแม้แต่สายโลหิต แม้แต่ฟ้าใหม่ เป็นละครพีเรียดทั้งสิ้น ละครเหล่านี้จึงมีความยากเพิ่มขึ้นอีกระดับนึง เริ่มต้นละครเหล่านี้ ก็ทำเหมือนกันคือ คลี่เหตุการณ์แล้วก็เรียงลำดับเหมือนกัน แต่ว่าสิ่งที่ต่างกันก็คือ ข้อมูลทั้งหลายที่เราค้นมา ต้องค้นให้แน่ใจจริงๆว่า ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นแบบนี้จริงๆ แล้วการเลือกเหตุการณ์ในแต่ละเรื่องนะคะ ก็จะเลือกเรื่องที่เราพิจารณาแล้วว่ามันน่าสนใจ แล้วบางเรื่องที่มันละเอียดเกินไปหรือเยอะเกินไป อย่างเรื่องพิกุลแกมเกดแก้ว เป็นเรื่องที่รายละเอียดเยอะมาก ก็ต้องเลือกเหตุการณ์ ตัวอย่างใน บุพเพสันนิวาส ต้องถือว่าเป็นหนังสือที่ดีมาก เป็นหนังสือที่มีเหตุการณ์เยอะแยะมาก แล้วเป็นหนังสือที่ข้อมูลถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่ามันมีเหตุการณ์หลายอย่างทางด้านการเมือง ถ้าเป็นด้านสนุกสนานของตัวการะเกดไม่เป็นปัญหาเลย เอามาจากอุ้ย รอมแพง เกือบทั้งหมด แล้วก็ต่อยอดอีกนิดหน่อยให้มันสนุกขึ้น แต่พอมาส่วนของการเมืองต้องเขียนเยอะมาก บางอันถูกเขียนคร่าวๆ เป็นการเล่าไปเฉยๆ เพราะว่ามันคนรอบข้างเล่าให้ฟัง หรือผ่านการนึกคิดของการะเกดตั้งแต่สมัยที่ตัวเองเรียนหนังสือ มันมีเหตุการณ์อยู่สองเหตุการณ์คือ ตอนโกษาเหล็กตาย และเหตุการณ์กบฏมาร์กัสซาร์ ที่เกิดในสมัยที่ วิชาเยนทร์ ไปปราบกบฏและได้อวยยศเป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
สองอันนี้ในหนังสือถูกพูดถึงเท่าๆกัน ปกติถ้าครูมีเวลาหรือมีโครงร่างที่ต้องเขียนทั้งหมด ก็คงต้องเขียนทั้งหมด แต่จากบุพเพสันนิวาสเราสามารถเลือกได้ ว่าเราจะเอาเหตุการณ์อันไหนบ้าง
ครูก็เอาเหตุการณ์มาร์กัสซ่าร์ออกไป เพราะครูสึกว่ามันละเอียดและเยอะเกินไปจึงไม่เอา จึงมาเลือกเหตุการณ์โกษาเหล็ก พอมาเลือกโกษาเหล็กแล้วก็ต้องเปิดอ่านทั้งหมดของโกษาเหล็กตั้งแต่นิสัย งานที่ทำ ความสัมพันธ์กับพระนารายณ์ เพราะทุกอย่างมันต้องอยู่ในบทสนทนาหมดทุกคำ ทุกคำในบทสนทนาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดขึ้นเองเลย ทั้งหมดมีที่มาจากประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น ฉะนั้นหนังสือทั้งหมดที่เกี่ยวกับโกษาเหล็กทั้งหมดเรารวบรวมจนเป็นก้อนอยู่ในหัว พอเราสร้างฉากนี้ขึ้น ก้อนที่อยู่ในหัวเราก็ค่อยๆกลายเป็นบทสนทนาค่ะ

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ครูต้องค้นคว้าทุกครั้งเลยนะคะ
อ.ศัลยา : คือครูไม่ใช่นักประวัติศาสตร์เวลาที่ครูเขียนละครประวัติศาสตร์ทุกครั้ง ครูจะต้องค้นใหม่หมดเลย ครูไม่มีองค์ความรู้นั้นอยู่ในหัว แม้แต่เรื่องที่เคยทำไปแล้ว เช่น เรื่องสายโลหิตหรือฟ้าใหม่ ที่เขียนถึงเรื่องการเสียกรุงฯครั้งที่สอง ก็ค้นเยอะ อ่านเยอะ ดูเยอะ รวบรวมความคิดเยอะมาก
แต่พอเขียนเสร็จ เราก็ไปเขียนเรื่องอื่น เรื่องนี้มันก็ออกไปจากความจำของเราเลย เพราะครูไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ครูเป็นเพียงนักเขียนบท และการค้น ก็ไม่ได้ค้นเป็นก้อนใหญ่ด้วยนะคะ พอยกมาร์กัสซ่าร์ออกไป ก็ไม่ต้องค้นมาร์กัสซ่าร์ แต่ถ้าเจอโกษาเหล็กที่ไหนเราก็จะค้นเฉพาะโกษาเหล็ก
จันเทิง :ต้องไปหอสมุดแห่งชาติมั้ยคะหรือ ไปค้นแหล่งความรู้ที่ไหน
อ.ศัลยา :เมื่อก่อนนี้หอสมุดแห่งชาติคือที่สิงเลย เพราะมันเป็นที่เดียวที่หาความรู้ได้ แม้กระทั่งที่เขาเก็บเป็น microfilm เราก็ต้องไปถ่ายออก ยังจำได้ เราเขียนเรื่องรัตนโกสินทร์ เราอยากจะได้พระเอกเป็นทนายสมัยรัชการที่3 อยากรู้เขาว่าความกันยังไง หนังสือก็ไม่มี มีอยู่ใน microfilm เราก็ไปถ่ายอกมา ตอนหลังมีการเผยแพร่ข้อมูลเยอะขึ้น ก็ไม่ต้องไปหอสมุดแล้วค่ะ แต่ครูก็ยังค้นจากหนังสืออยู่นะ ครูไม่ค่อยค้นจาก google ไม่ค่อยค้นจากอย่างอื่น ต้องเปิดหนังสือ มันเป็นสิ่งที่เคยตัว ใน google มันผิดตลอด เวลาที่ดูคำวิพากษ์วิจารณ์ที่โต้ตอบกันไปมา ส่วนใหญ์ก็มากจาก google ควรจะหาข้อมูลในหนังสือและไม่ได้อ่านแหล่งเดียว ควรจะตรวจสอบจากหลายๆแหล่ง
ภาพจากอีจัน

จันเทิง
: หลายๆคนสงสัยว่าทำไม บางตัวละครไม่ต้องเคี้ยวหมาก และเรื่องของคำบางคำที่ตัวละครเอาไปใช้ในสมัยนั้น
อ.ศัลยา :เรื่องเคี้ยวหมากมันเป็นเทคนิคการทำละคร ถ้าจะทำให้เหมือนทีเดียวทุกคนต้องเคี้ยวหมด เหมือนนิราศสองภพ ทุกคนเคี้ยวหมดยกเว้นนางเอก ซึ่งคนทำเขาต้องการความสมจริง แต่คนทำเรื่องนี้ เขาก็ไม่ได้ให้ตัวเอกเคี้ยวหมาก เขาอยากจะขอยกเว้นเพื่อประโยชน์ของภาพในละคร เพื่อคนดูรับได้ง่าย เรื่องเคี้ยวหมากอย่างในบุพเพฯก็คุยกันเยอะ จนในที่สุดผู้จัดขอไม่เคี้ยวหมากสำหรับตัวละครเอก ซึ่งใครว่าไม่ถูกก็ไม่ถูก ใครว่าให้อภัยก็ได้
ส่วนเรื่องคำพูด มันก็มีการพูดกันว่าทำไมเกศสุรางค์ไม่พูดภาษาอยุธยา อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นวิธีของการเขียนเรื่องนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรน่ารักที่จะทำให้ละครมันสนุก ในบทประพันธ์ก็ใช้ภาษาปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นคำบรรยาย แต่ครูเอาไปใช้เป็นบทพูดหมดเลย รู้สึกว่าน่ารักดีและคงทำให้ละครสนุก
( หมายเหตุเพิ่มเติมของผู้สัมภาษณ์ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีไทย เช่น อ.สุจิตต์ วงศ์เทศ กล่าวว่า สำเนียงอยุธยาน่าจะเหมือนสำเนียงสุพรรณ แต่ก็เป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น )

ภาพจากอีจัน

ต้องบอกเลยว่าเรื่องบุพเพสันนิวาสความหนักใจคือ เรื่องมันไม่แรง ในยุคสมัยที่เราต้องการเรื่องแรงๆ
เรื่องมันไปเรื่อยๆ เป็นการเข้าไปแบบไม่ได้มีเหตุอะไรรุนแรง เข้าไปรับรู้ดำเนินชีวิตในบ้านหลังนั้น แม้ตอนหลังจะไปรู้เรื่องการเมืองก็ตาม มันก็เป็นเพียงแค่การไปรับรู้ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร และเขาก็ไม่สามารถแก้อะไรได้ และไม่สามารถเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ เพราะเขาไม่ได้ให้ผู้หญิงเข้าไป ผู้หญิงต้องอยู่บ้านตลอดเวลา จะสังเกตว่า เกศสุรางค์ จะพูดตลอดว่า อยากไปก็ไม่ให้ไป ให้ไปแต่ตลาดอะไรพวกนี้ ส่วนเรื่องการใช้ถ้อยคำ อันนี้เป็นเรื่องที่ตั้งใจว่าจะใช้ถ้อยคำที่เกศสุรางค์ใช้ในชีวิตประจำวันไปพูดในสมัยนั้น แล้วก็สร้างเป็นตลกไปเลยว่าให้พี่เลี้ยงมาหัดพูดสิ่งต่างๆเหล่านี้

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : แล้วเรื่องบุคลิกเกศสุรางค์ ที่ไปเป็นการะเกดแล้วยังกระโดกกระเดก ไม่ปรับตัว
อ.ศัลยา : คือในสังคมหนึ่งมันมีคนหลายประเภท ไม่ใช่ว่าในสมัยโบราณมันจะต้องมีแต่คนเรียบร้อย มันก็ต้องมีหลายประเภทอยู่ในทุกสังคม คนที่แก่น เซี๊ยว เปรี้ยว ซ่า นี่มันมีอยู่แล้ว อันนี้เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเหตุมากมาย เพียงแต่อากัปกิริยา หรือคำพูดบางอย่างเป็นสมัยใหม่เท่านั้น

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : พี่หมื่นศรี หลวงศรีวิศาลวาจาล่ะคะ มีข้อมูลอะไรในประวัติศาสตร์บ้างคะ
อ.ศัลยา :หนังสือต่างๆไม่ได้บันทึกไว้เลย ทั้งๆที่เป็นถึงตรีทูต แม้แต่ออกหลวงกัลยาราชไมตรีซึ่งเป็นอุปทูตก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกัน มีแต่ข้อมูลของโกษาปาน ซึ่งเป็นตัวทูต ฝรั่งก็เขียนถึงขุนปานไว้ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด พูดจานอบน้อม สง่า แล้วก็แปลกที่ไม่มีครอบครัวให้รู้ว่าเป็นใคร แต่จริงๆแล้วในประวัติศาสตร์ก็ไม่ค่อยจะเอ่ยถึงครอบครัวอยู่แล้ว เหมือนกับผู้หญิงไม่ได้สำคัญ สำหรับโกษาปานเขาบอกมีเมีย 22 คน การะเกดก็จะมีการไปถามว่า แหม 22 คน นี่จะวนลูป (Loop) ยังไง ทะลึ่งไปถามเขา ..ความจริงพวกนี้เขาจะมีเมียบ่าวเยอะ บางอันครูไม่ได้เอามาเล่น อย่างที่พี่หนิง นิรุตติ์ที่เล่น ( พระโหราธิบดี) ก็มีเมียบ่าวเยอะ เด็กๆที่วิ่งๆๆ อยู่นั่นลูกทั้งนั้น 

ภาพจากอีจัน

จันเทิง: เกี่ยวกับคำว่า”ออเจ้า” ล่ะคะ
อ.ศัลยา :“ออเจ้า” มันเป็นศัพท์ที่บันทึกไว้ในจดหมายเหตุลาลูแบร์นะคะ คือลาลูแบร์เขียนละเอียดหมด ก็เขียนถึงคำสรรพนามที่เรียกบุรุษที่สองว่ามี เธอ,มึง,เอ็งและออเจ้า คืออย่างต่ายมาครูก็จะพูดเอ็งกับข้าเพราะครูรู้สึกสนิทกับต่าย แต่พอไปถึงหนูอีกคนครูเพิ่งเจอวันนี้ ครูก็จะเรียกว่าออเจ้า มันเป็นคำที่พูดกับคนที่ไม่สนิทสนมกัน เหมือนกับเราไปเจอคนที่ไม่รู้จักเราก็เรียก”คุณ” แต่ว่าในเรื่องนี้เขาก็ใช้ออเจ้าหมดเลย มันฟังน่ารัก แล้วพอเขาเอาเขียนเพลง “ออเจ้าเอย” มันก็เพราะมาก

ภาพจากอีจัน

จันเทิง: เรื่องแม่หญิงจันทร์วาดกับต้นตระกูลบุนนาค
อ.ศัลยา :แม่หญิงจันทร์วาดในหนังสือจะแต่งงานกับหลวงศรียศที่เป็นต้นตระกูลบุนนาค แต่เราก็เลี่ยง เพราะว่าในประวัติศาสตร์เขาไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยระหว่างครอบครัวโกษาเหล็กและครอบครัวบุนนาค แต่นักประพันธ์ก็แต่งขึ้นมาหรือโหราธิบดีกับศรีวิสารวาจาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ไม่มีระบุไว้ว่าศรีวิสารวาจาเป็นลูกของโหราธิบดี ศรีปราชญ์ไม่มีตัวตน ครูเป็นคนที่เคารพบทประพันธ์ แต่ครูเลี่ยงบางประเด็นที่นักประพันธ์เขียน เพราะครูรู้สึกมันไม่ใช่ ครูเขียนไม่ได้ แต่ก็พยายามจะให้มันมีอยู่นิดนึง ตอนพระโหราธิบดีตายแล้วก็ให้ศรีปราชญ์มาเจอในฝัน ให้มีบทนิดนึงพอให้รู้ว่าที่เขาเขียนมาในหนังสือมีครบ ครูไม่ได้ตัดอะไรทิ้งเลย แม้แต่กบฏมากัสซาร์ เราไม่ได้ยกเหตุการณ์มา แต่เราก็พูดถึง

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : ละครสมัยใหม่ครูจะมีตัวละครคนใช้ ละครพีเรียดก็มีบ่าว ทำให้เรื่องสนุกนะคะ
อ.ศัลยา : เวลาครูเขียนละครครูจะเน้นที่พวกบ่าว เพราะพวกบ่าวก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมในสมัยนั้น เขามีความโต้ตอบระหว่างนายกับบ่าว ครูก็จะเขียนบทของบ่าวเยอะ เช่น นางทาสบ่าวก็ โอ้โห..บทเยอะมาก เด่นมาก ครูเขียนหัตถาครองพิภพ ก็เขียนแม่ครัวจีนกับพ่อครัวไทยก็ตีกันตลอดแล้วคนดูก็สนุก เขียนเรื่องสายโลหิตนี่ก็บ่าวระเนระนาดไปทั้งเรือน แต่พอมาถึงเรื่องนี้ ต้นฉบับเขาไม่ค่อยมีบ่าวมีแต่ นางผิน,นางแย้ม เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเยอะแยะเหมือนในละคร ฉะนั้นช่วงแรกครูไม่ได้เน้นเรื่องบ่าวเลย พอเขียนไปมันมีความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยปริยาย แล้วตัวอื่นๆในกลุ่มของคุณหญิงมันก็อยู่ในความชำนาญของครูในการเขียนว่า พวกบ่าวมันจะต้องมีการโต้ตอบอะไรบ้าง หลังๆพวกบ่าวจึงได้มีบทบาทมากขึ้น

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : แล้วตัวละครอย่าง แม่ปริก ช่วงนี้เป็นตัวละครที่คนอยากตบมาก
อ.ศัลยา : ใช่ค่ะ แต่เดี๋ยวดูจุดเปลี่ยนของแม่ปริกน่าสนใจทีเดียว แล้วแม่ปริกจะเปลี่ยนชนิดที่ว่าคุณหญิงบอกว่า “เอ็งมันเหมือนจิ้งจก เปลี่ยนสีง่ายมาก” เพราะเวลาแม่ปริกโกรธคุณหญิงก็จะพูดจากระทบกระเทียบคุณหญิงแล้วเข้าข้างการะเกดแบบเต็มตัวก็ตลกดี เพราะว่า แอ๊ว (คุณอำภา ภูษิต) เขาเล่นเก่งด้วย

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : อยากทราบเรื่องบ่าว เรื่องทาส ที่ได้จากการค้นเพื่อเขียนบทของอาจารย์น่ะค่ะ
อ.ศัลยา :เรื่องทาสดูจากตอนที่รัชกาลที่ 5 จะเลิกทาส หรือก่อนหน้านั้นมาเป็นระยะ ท่านก็ทรงมีมาตรการต่าง ๆ ทำให้เหล่าทาสเป็นไทยด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น อายุ เงินที่เอาไถ่ ก็มีข้อมูลอยู่เยอะว่าพวกทาสไม่อยากเป็นไทเพราะว่าพอเป็นไทไม่รู้จะไปทำอะไร เพราะว่าชีวิตอยู่กับนายเงินซึ่งนายเงินเลี้ยงดูมาตลอด ซึ่งคงจะเป็นทาสที่มีนายเงินที่มีเมตตา จึงเอามาคิดว่าทาสในทุกยุคสมัยคงเหมือนกัน
จันเทิง :คือถ้าออกไปหากินก็ต้องทำการเกษตรอย่างเดียว
อ.ศัลยา : มันก็หลายอย่างนะคะที่สามารถทำได้ จะไปหาของมาขาย จะไปทำการเกษตร การเกษตรนี่คือไม่ได้ขายไม่มีรายได้ สมัยก่อนมันเป็นไพร่ ถ้าไม่ใช่ทาสก็คือเป็นไพร่ ก็มีไพร่หลวงและไพร่สม ไพร่หลวงก็เป็นไพร่ของพระเจ้าแผ่นดิน ต้องมาเข้างาน 1 เดือน จึงจะออกไปทำมาหากินของตัวเองได้ ถ้าไม่เข้างานก็เอาส่วยมาให้ราชการ

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :เป็นกรณีเดียวกันกับที่สร้างป้อม
อ.ศัลยา :กรณีเดียวกัน คือสร้างป้อมจริงๆแล้วมันลำบากมาก การสร้างป้อมมันยุ่งยากหลายอย่างกว่าจะสร้างเป็นป้อมขึ้นมาได้ แล้วเครื่องมือเวลาราษฎรมาทำงานให้พระเจ้าแผ่นดินจะไม่แจกเครื่องมือ ต้องเอาเครื่องมือมาเอง ฉะนั้นสร้างป้อมเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเอาเครื่องมือมาเองและใช้กับอิฐกับปูนได้ ก็จะมีหลายคนไม่อยากมาทำ แล้วเขาก็จะเอาส่วยมาแลกกับเวลาที่เขาจะได้ไป เขาก็ไปทำมาหากิน เช่น ไปหาของป่ามาขาย ของป่า พระคลังสินค้า ( โกษาธิบดีคือตำแหน่งเสนาบดีคลัง ในสมัยจตุสดมภ์ ที่แบ่งความรับผิดชอบเป็น เวียง วัง คลัง นา – จันบันเทิง ) รับซื้อเยอะมาก มีหลายอย่างที่เอามาจากป่าได้ เช่น หนังสัตว์ ไม้ต่างๆ พวกวัสดุต่างๆ ฉะนั้นเขาต้องการเวลา เมื่อต้องการเวลาเขาก็จะเอาเงินมาให้เป็นส่วย พระคลังสินค้าได้รับส่วยเยอะแยะ ส่วยสาอากรที่เขาเรียกกัน

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ในมุมมองของโกษาเหล็ก มันคือการคอรัปชั่นหรือเปล่า
อ.ศัลยา :เขาก็ไม่ได้คิดว่าเป็นคอรัปชั่น แต่มันคือการรับเงินทุกหน่วยงานของราชการสมัยกรุงศรีฯหรือสมัยต่อมารับเงินนี้จากราษฎร เอามาให้เป็นค่าที่ไม่ต้องมาทำงาน มีมาแต่สมัยโบราณมาจนถึงสมัยนี้ เราว่าใช้คำว่าสินน้ำใจเพื่อให้มันรู้สึกเบาลง ความรู้สึกที่เขาคิดว่า เขาไม่รู้สึกผิดอะไร ครูว่ามีเยอะทีเดียว เพราะมันทำกันทุกหนทุกแห่ง แล้วทางพระเจ้าแผ่นดินก็อนุญาตให้ทำด้วย หน่วยงานที่เก็บส่วยต่างๆ หน่วยงานนั้นสามารถหักเอามาเป็นค่าใช้จ่ายของตนได้ก่อนที่จะส่งให้พระคลัง ซึ่งหักเอาไว้ เจ้ากรมที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานก็จะเป็นคนได้เงินนี้ เพราะข้าราชการไม่มีเงินเดือน สมัยก่อนไม่มีเงินเดือน ได้จากเงินเหล่านี้ แล้วก็ได้จากเบี้ยหวัดเงินปีจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น
จันเทิง :ที่พระนารายณ์กริ้วไม่ใช่เพราะรับ แต่เป็นเพราะไม่ตอบ
อ.ศัลยา : กริ้วว่าไม่ตอบ และความกริ้วที่ซ้อนกันคืออยากจะสร้างป้อม พระนารายณ์เป็นคนที่มีข้อมูลเกี่ยวกับฝรั่งเยอะรวมถึง แขก คนจีน ท่านก็เก็บความรู้หลายๆอย่าง ท่านก็สร้างอะไรหลายอย่างมากมาย ทั้งถนน ตึกรามบ้านช่อง ระบบประปาต่างๆท่านก็สร้าง
ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ในมุมมองของอาจารย์ มอง วิชาเยนทร์เป็นคนอย่างไรคะ
อ.ศัลยา : มองวิชเยนทร์เท่าที่มีข้อมูลจากหนังสือบุพเพสันนิวาสของรอมแพง รอมแพงเขียนพระยาวิชเยนทร์เป็นคนกลมๆมีทั้งความดีและไม่ดีอยู่ในตัวนะคะ ฉะนั้นครูก็ยึดตรงนี้เป็นหลักและก็ค้นหาหนังสือเพิ่มเติมและได้พบว่าบางคนเขาเขียนถึงวิชเยนทร์เป็นคนไม่ดี บางเล่มก็เขียนยกย่องวิชเยนทร์เป็นเทวดาก็มี ฉะนั้นครูก็เขียนไปตามเนื้อผ้าเท่าที่ครูจะมีข้อมูล คือวิชเยนทร์ทำไม่ดีต่อกรุงศรีอยุธยาจริงๆ ในเรื่องที่อยากให้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้ามานำทหารเข้ามา และมีแผนการที่จะทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้น ของฝรั่งเศส และ วิชเยนทร์ได้ทำการลับอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าเขามีความต้องการที่จะเอากรุงศรีฯของเราไปยกให้ฝรั่งเศส โดยเขาจะเป็นผู้สำเร็จราชการปกครองที่นี่โดยมีพระมหากษัตริย์ก็จะยกหุ่นเชิด พระปีย์ เป็นกษัตริย์ อันนี้ไปดูเฉลยในละคร อันนี้ตอนเขียนเขียนค่อนข้างยากลำบากกว่าจะเรียบเรียงความจริงให้มันปรากฏอย่าที่ปรากฏอยู่ในละคร คำตอบจะมีอยู่ในละครว่า วิชเยนทร์ทำอะไรและบ่งบอกว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยดีนัก คิดไม่ดีกับกรุงศรีฯของเรา

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ในระหว่างเขียนมีความไม่แน่ใจ ในข้อมูลที่หามาบ้างมั้ยคะ
อ.ศัลยา : เยอะมากเลยค่ะ ลักษณะการเขียนของครูถ้าเผื่ออะไรที่ครูรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ไม่เฉพาะแต่ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่ในแง่ที่มันไม่สนุก มันไม่ดี มันไม่โดน ครูจะไม่เขียน แล้วครูก็จะนั่งแช่อยู่กับมัน ถ้าเผื่อคิดแล้วมันเขียนไปอย่างนี้มันไม่สนุกครูจะไม่เขียน จนกระทั่งเราตกผลึก จนกระทั่งเราคิดว่ามันใช่จริงๆแล้ว เราจึงจะเขียน แล้วอันนี้มันเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีก ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่า จึงทำให้การเขียนช้าและต้องมั่นใจจริงๆ ต้องแน่ใจจริงๆ อย่าง กรณีโกษาเหล็กตาย ก็หาทางที่จะทำยังไงให้มันออกมาดีที่สุด

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :แล้วคิดต่อมั้ยคะว่าคนจะต้อง อึ้งไปเลย
อ.ศัลยา : ไม่….ไม่แน่ใจเลยว่าคนดูจะตอบรับอย่างไร คือบุพเพสันนิวาสทั้งเรื่องไม่แน่ใจเลยว่าคนดูจะตอบรับอย่างไร ทั้งๆที่เป็นหนังสือที่มีคนอ่านเยอะมาก แต่การอ่านจะได้อรรถรสต่างกันกับละครและสามารถอ่านได้จนจบ ไม่ต้องรอคอย สามารถอ่านรวดเดียวจบเลย พอเรามาเขียนเป็นละครตั้งหลายตอน ตอนละตั้งหลายเบรก เราจะดึงคนดูแค่ได้ไหน เราต้องเขียนให้คนเป็นล้านดูและไม่ใช่แค่หนึ่งล้าน เราต้องตั้งเป้าห้าล้าน สิบล้าน การที่จะเขียนให้คนเป็นล้านดูและเป็นคนดูที่อยู่ในบ้าน นั่งกินข้าว ฟังเพลง เล่นเน็ตบ้าง การที่จะทำให้ละครทำให้คนเหล่านั้นหันกลับมาดูมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นบางครั้งครูเขียน มันต้องแก้แล้วแก้อีก แล้วก็เล่นไปด้วยโดยเฉพาะละครย้อนยุค ครูจะเล่นเองแทบทุกฉาก เพื่อให้การพูดมันสบายปาก หรือที่เรียกกันว่า เข้าปาก พออะไรที่รู้สึกติดขัดพูดไม่เข้าปากก็จะแก้ แก้แล้วอีกจะคนพิมพ์ก็เบื่อมาก แล้วต้นฉบับก็เขียนโยงไปมาทำให้พิมพ์ยาก

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :เรื่องนี้เขียนนานเท่าไรคะ?
อ.ศัลยา : 2 ปีค่ะ นานที่สุด น่าจะเรื่องที่หนึ่งเขียนนานที่สุด อย่างตอน 1 อาจจะเขียนสักเดือนนึงเพราะต้องหาข้อมูลประกอบ เช่น ภูมิทัศน์ต่างๆของอยุธยา สถานที่ต่างๆ วัดต่างๆ ขณะเขียนก็หาไปด้วย เช่น ฉากหนึ่ง ถ้าเที่ยววัด ก็จะหาข้อมูล เปิดตำราไปด้วย เวลาเขียนหนังสือมันจะอยู่ท่วมไปหมดเลย รกไปหมดเลย จะหัวฟูอยู่ตรงนี้
จันเทิง :พวกมุกตลกต่างๆในละคร ครูเป็นคนคิดเองหรือว่ามาจากนิยายคะ
อ.ศัลยา :คือในหนังสือเขียนเกี่ยวกับการะเกดเป็นคนตลก เป็นคนมีอารมณ์ขัน มองทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกไปหมด เห็นเวจก็สนุกแล้ว นั่นคือในหนังสือ แต่ส่วนใหญ่ในหนังสือมันเป็นความคิดของการะเกด แต่ครูดึงความคิดเหล่านั้นออกมาเป็นบทพูดหมด ไม่ว่าเขาจะคิดอะไรครูจะดึงออกมาเป็นบทพูด เพราะฉะนั้นมันมาจากพื้นฐานมุกตลกจากหนังสือ ครูเพียงแต่มาต่อยอดมาเสริมเติมแต่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการแสดง การกำกับการแสดง เรื่องของอุปกรณ์การถ่ายทำต่างๆ รวมไปถึงการตัดต่อและดนตรี ซึ่งก็เตรียมการสำหรับละครเรื่องนี้มากทีเดียว เราจะเห็นความแปลกใหม่ในดนตรีประกอบ เพลงก็เพราะมาก
จันเทิง :เป็นอีกครั้งที่ทำให้เกิดกระแสเหมือนกับตอนที่เขียนคู่กรรม มันเทียบกันได้ไหมคะ
อ.ศัลยา :มันก็เกือบจะได้ในเรื่องของบรรยากาศ ของการรับรู้ รับชมของคนดู เพราะคู่กรรมก็ทำให้คนมีความสุขเหมือนกัน ถึงแม้เรื่องมันจะเคร่งเครียดหน่อย แต่ว่ามันก็มีตลกแทรกอยู่ แล้วโกโบริก็เป็นตัวละครที่คนดูรัก เป็นตัวละครที่ทำให้เขามีความสุขเมื่อดู

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : นอกจากความสนุก ความบันเทิงแล้ว ครูคิดว่าบุพเพสันนิวาสจะให้อะไรกับคนดูอีกคะ
อ.ศัลยา :ตอนนี้มันก็ได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่คนดูตอบรับมันก็ได้เยอะ เพราะว่าเรามีคนดูไม่ใช่เฉพาะผู้หญิง ผู้ชายก็ดู เด็กก็ดู คนแก่ก็ดู แล้วมันก็ตอบโจทย์หมดของเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องการอะไร สมมติเรื่องการเมืองผู้ชายดูเยอะมันก็ตอบโจทย์ของเขา หรือเด็กๆวัยรุ่นก็ได้ความสนุกสนาน ความน่ารักของน่าเอก สาวๆก็ดูความขรึมของพี่หมื่น สายตาหรือซิกแพคของพี่หมื่น แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก็อย่างที่ครูบอกแล้วมันทำให้ครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน มาคุยกัน มีความสุขร่วมกัน ครูคิดว่าน่าจะมีหลายบ้านนะคะ เพราะมันเป็นละครที่อยากจะมานั่งด้วยกันและกินข้าวด้วยกัน อย่างตอนมะม่วงน้ำปลาหวาน ครูว่ามันมีหลายบ้านที่เอามะม่วงน้ำปลาหวานมากินด้วยกัน น่าจะเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์เหมือนกัน สำหรับสังคมที่มันกลายเป็นสังคมที่ซับซ้อนและห่างเหินกันออกไปทุกทีทุกที ในยามที่มีละคร ทุกคนอาจจะนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ กินข้าวก็นั่งเล่น แม้แต่ตอนดูละครในช่วงเวลาเดียวกัน บางคนก็อาจจะเล่นโทรศัพท์ไปด้วย แต่เรื่องนี้ครูคิดว่ามันจะทำให้คนสนใจดูละครมากกว่าค่ะ ตอนนี้น่าจะเห็นแล้วว่าสังคมไทยต้องเสียงหัวเราะ เพราะความไม่สบายใจ หรือความทุกข์บางอย่าง มันน่าจะแผ่ซ่านอยู่ในสังคมนี้นะคะ เราอาจจะไม่เห็น แต่มันอาจจะอยู่ภายในลึกๆของแต่ละครอบครัว ภายในใจของแต่ละคน แต่ละครนี้มันเป็นช่วงเวลาสองชั่วโมงที่ได้ปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกไป

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : บางบ้านลูกนั่งดูไป ทวิตไป ผู้ใหญ่ก็ทำอะไรไปดูไป แต่ก็ได้คุยเรื่องเดียวกัน
อ.ศัลยา : ใช่ ดูด้วยกัน พ่อแม่ ลูก คนใช้ ปู่ ย่า ตา ยายมานั่งดูอยู่รวมกัน เพราะมันเป็นละครตลก ไม่จำเป็นต้องแยกกันดู เขามาดูด้วยกันและหัวเราะด้วยกัน กินข้าวกินขนม วิจารณ์ละครไปด้วยกัน มันก็เกิดภาพที่ย้อนยุคสำหรับแต่ละครอบครัวเหมือนกัน ที่ครอบครัวจะมาดูทีวีด้วยกัน สิ่งต่อมาอาจจะเป็นอย่างที่เขาว่าคือ กลัวว่าตัวเองอาจจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง มันทำให้ครูรู้สึกเลยว่าคำพูดที่ว่า พรุ่งนี้คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เป็นความจริง
จันเทิง :และทุกๆวงการใช่สื่อจากบุพเพฯเป็นตัวโปรโมทต่างๆ
อ.ศัลยา :มันทำให้คนสนุกไงคะ แล้วก็ทำให้ตัวเองสนุก ได้แต่งชุดไทยซึ่งแต่งแล้วเดินออกไปก็ไม่เขิน เพราะก็เหมือนกับคนอื่นๆ

ภาพจากอีจัน

จันเทิง :ก็น่าจะมีละครแบบนี้อีกเรื่อยๆนะคะ
อ.ศัลยา :ครูก็หวังไว้นะคะ ว่ามันเป็นมิติใหม่ ถึงแม้จะเป็นมิติเล็กๆในวงการละครไทยก็ตาม ว่าละครที่เราคิดถึงผลลัพธ์ตรงนี้โดยใช้ตัวอย่างจาก บุพเพสันนิวาสแล้วก็สร้างละครแบบนี้ขึ้นมา ละครที่ทำให้เกิดความสุขความสบายใจ ซึ่งคงจะมีอีกเยอะที่ทำได้ แม้แต่ละครสมัยใหม่ก็ตาม น่าจะมีการตอบรับมากขึ้น คนดูอยากดูละครมากขึ้น แต่สำหรับบุพเพสันนิวาสได้รับการตอบรับ เพราะสมมติว่าแม่การะเกดนั่งเผากุ้ง หรือตำน้ำปลาหวานอยู่ในคอนโดสักแห่ง มันก็ไม่ตื่นเต้น แต่พอเขาไปทำอยู่อยุธยามันก็ทำให้เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนกันค่ะ
ภาพจากอีจัน

บันเทิงทอล์ก ใช้เวลาอยู่กับอาจารย์ศัลยานานตลอดบ่ายจนเย็น ครูแดงอนุญาตให้เปิดดูบทละครของครู ทั้งที่เขียนด้วยลายมือ พิมพ์แล้วแก้ด้วยลายมือ ระโยงระยาง ตัดแปะ แทรกตัวกนังสือ แทรกฉาก ได้เห็นว่าความคิดครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ต่างจากครั้งต่อ ๆ มาอย่างไร กว่าจะครบถ้วนแน่ใจจนพิมพ์ และสำเนาถึงมือทีมงานทุส่วน
ยังมีกล่องบรรจุบทละครเก่าอีกมาก ที่ทำให้เห็นพัฒนาการและความยาวนานของการเขียนบทละครโทรทัศน์แต่ละเรื่อง เช่นบุพเพสันนิวาส ที่มีบันทึกการประชุมบทกับคุณใหม่ ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับ ย้อนไปถึงปี 2558 

การเขียนบทละครให้เราดูเพียงสิบกว่าวันจบ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และนี่คืออีกจุดประสงค์หนึ่ง ที่มาขอความรู้จากครูแดงในวันนี้

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : บทละครบางเรื่อง ที่ไม่ได้มีเรื่องในนิยายออกมาคลี่ให้ดูก่อน นิยายสั้นมาก หรือไม่มีนิยายมาก่อนเลย ครูเขียนบทยังไงคะ
อ.ศัลยา :นิยายที่ไม่มีเนื้อแต่พอมีประโยคสองประโยคก็ทำให้เราต่อยอดได้ ยกตัวอย่างเช่น นางทาส นางทาสนี้หนังสือมันสั้นมากแต่เราต้องเขียนบทสามสิบกว่าตอน แต่พอเราอ่านแล้วเรารู้เลยว่า sub plot มันเยอะมากแต่เขาเขียนแค่สั้นๆ เขาเขียนว่า นางเย็นถูกนำมาขายให้บ้านพระยาสีหโยธินตั้งแต่อายุ15 ยายฟักเป็นผู้อบรมบ่มนิสัยให้รู้จักการอยู่บ้านเจ้านาย เมื่อโตเป็นสาวก็ได้ตกเป็นภรรยาคนหนึ่งของพระยาสีหโยธิน แค่ตรงนี้ เราก็คิดต่อไปเยอะแยะเลย คิดตั้งแต่อยู่ที่บ้านนอกทำไมถูกนำมาขาย เมื่อนำมาขายฝึกฝนหัดกันยังไง เจ้าคุณจิตใจยังไง ตกเป็นเมียยังไง แล้วเราก็เอาระเบียบประเพณี ยุคสมัยเข้ามาใช้ ข้อมูลการขายทาส ข้อมูลการฝึกฝนวิธีการอยู่ในสังคมบ้านเจ้าบ้านนาย แล้วเราก็สร้างเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ เท่าที่เราจะคิดว่ามันสนุก ซึ่งขยายไปได้ตอนนึงเลย ตั้งแต่อยู่บ้านนอกก็ขยายได้เยอะเหมือนกัน ที่พ่อไม่ดีพ่อเมา แล้วเราก็ได้สอดแทรกให้เห็นว่า คนเป็นพ่อมันมีอิทธิพลอย่างไรกับลูก เป็นเจ้าของชีวิตลูกอย่างไรบ้าง สามารถลงโทษได้ทุกอย่างหรือเอาไปขายก็ได้
จันเทิง :แล้วเรื่องบางเรื่องที่เป็นหนังสือหนาๆแต่มีเนื้อแค่นิดเดียว
อ.ศัลยา :หนังสือหนาแต่มีเนื้อนิดเดียวก็แปลว่า มันเป็นน้ำท่วมทุ่ง เช่นมันเป็นการพูดที่โต้ตอบกันโดยไร้จุดสำคัญ เราเห็นแล้วว่าสิ่งนี้มันอยู่ในละครไม่ได้ ยกอย่าง คุณพนมเทียนที่จะเขียนบทพูดยาวมากเลย แต่ละครหลวม ๆ แบบนี้มันก็ทำให้เราสามารถสร้างเหตุการณ์ใส่เข้าไปได้โดยอิสระ ที่เหลือก็ตัดทิ้งได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ข้ามสีทันดร ( ครูแดงเขียนบทละครโทรทัศน์เรื่องนี้เวอร์ชั่นแรก ของช่อง 7 ส่วนเวอร์ชั่นปัจจุบันของช่อง 3 ครูแดงเป็นที่ปรึกษาบท ) เริ่มต้น300 หน้าแรก เป็นรายการไปท่องเที่ยวแอฟริกาของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วเหตุการณ์ณืที่เกิดขึ้นทำความสะเทือนใจให้กับพระเอก ซึ่งเป็นคนติดยาเสพติดแล้วเพิ่งเลิกได้ ก็จะเห็นปฏิกิริยาของคนรอบข้างที่มีต่อพระเอกอันนี้เราเก็บเอาไว้ แต่รายท่องเที่ยวในหนังสือที่กล่าวมาละเอียด เราก็จะทิ้งหมด เพราะฉะนั้นเราแต่งให้เขาไม่ไปแอฟริกา เพราะตอนนั้นมันไม่มีความจำเป็นที่ต้องไป ก็เลยไปแค่จันทบุรี ไปยืนริมทะเลเพื่อให้เห็นมหานทีสีทันดรที่ต้องข้าม

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : ได้คุยกับผู้กำกับมั้ยคะ ในแต่ละครั้งที่เขียนแค่ละเรื่อง
อ.ศัลยา :แหม..ถ้าบอกว่าไม่คุยก็ชอบกลอยู่นะคะ แต่จริงๆก็ไม่คุย คือคุยผ่านบทเพราะบทครูเป็นบทที่เขียนละเอียด เพราะฉะนั้นผู้กำกับจะอ่านผ่านบทอย่างที่ให้ดูมันก็จะละเอียดหมด
จันเทิง : มีสักกี่เปอร์เซ็นคะ ที่เขียนไปแล้วไม่ได้อย่างใจ
อ.ศัลยา :มีค่ะ โดยเฉพาะเมื่อก่อนละครออกอากาศไป ถ่ายไป เขียนไป พอเราไม่ได้ดั่งใจเราจะแก้ปัญหาได้ทัน เช่นเรารู้แล้วเขาเล่นแบบนี้เขาเล่นไม่ถูกเราจะแก้ไขโดยบท หรือบางทีเราเห็นว่านักแสดงคนนี้เป็นนักแสดงที่พูดบทของเรายาวๆไม่ได้ เขาไม่มีความสามารถจะพูดแบบนั้น เราก็แก้ให้เขาพูดน้อยลง พูดที่สำคัญจริงๆ ไม่ต้องมาโต้เถียงกันยาวๆ หรือคาร์แรคเตอร์ที่เขาตี มันไม่ถูกต้อง เราก็บีบด้วยบท ให้เขากลับไปสู่คาร์แรคเตอร์เดิมของเขา

ภาพจากอีจัน


จันเทิง : อยากทราบเรื่องชีวิตประจำวันของครู ..นั่งเขียนบทอยู่ที่บ้านนี้ทุกวันนะคะ 
อ.ศัลยา :ครูนี่เป็นชีวิตที่ไม่มีวินัยเลยนะคะ จะเขียนเมื่อพร้อมที่จะเขียน แล้วถ้าติดลมก็จะเขียน 5ชั่วโมง 10ชั่วโมงก็ได้ หรือบางทีถ้าเร่งก็เขียนจนจบก็ได้ ฉะนั้นครูจะทำงานไม่เป็นเวลา กินก็ไม่เป็นเวลา มันเป็นความจริงค่ะว่า เวลาที่ต้องเขียนจริงๆ แล้วเวลาที่หาข้อมูล รู้สึกว่าไฟติดแล้วจะเขียนยาวติดต่อกันเลย เวลาเขียนก็เปิดเพลงฟัง ไม่ต้องการความเงียบ สมองใช้ได้ขณะที่มีเสียงรอบตัวไม่จำเป็นต้องเงียบ ก็แล้วแต่บางวันถ้าเร่งก็เขียนตั้งแต่เช้าจนดึก ตอบตามความจริงเลย เป็นคนที่นอนดึกและตื่นสายหน่อย

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : ขออนุญาตถามแทนคนที่อยากทราบนะคะ ว่ารายได้ของคนเขียนบทดีมั้ยคะ
อ.ศัลยา :มันก็ดีอยู่แล้ว คือรายได้ของคนในวงการนี้ มันเป็นรายได้ที่เกินค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปอยู่แล้ว แล้วถ้าถามของครูก็เป็นรายได้ที่มาตามขั้นตอนของมันเพราะครูเขียนมาจนอายุ70กว่า รายได้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้าเกิดใครบางคนอายุ30กำลังเขียนอยู่ เมื่อเขาอายุ70เขาจะได้มากกว่าครูอีก มันก็เป็นอาชีพที่ไต่เต้าเหมือนกัน แต่ว่าการไต่เต้ามันไม่ได้เป็นไปตามที่ระบุเอาไว้แน่นอน เพราะว่าบางคนถ้าเขียนเก่ง ละครดัง ก็อาจจะมีค่าตัวเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วกว่าคนอื่น

จัันเทิง : ถ้าคนอยากเขียนบทละครโทรทัศน์ควรจะเรียนอะไรดี 
อ.ศัลยา :ครูนี่เรียนวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา แล้วครูก็มีความรู้สึกว่าตราบใดที่เราไม่ต้องเขียนละครเกี่ยวกับมนุษย์อวกาศ หรืออื่นๆที่เราจะหาข้อมูลได้ วิชานี้ดีที่สุดที่จะตอบโจทย์ของการเขียนถึงมนุษย์ที่อยู่ในสังคม มนุษย์ที่มีพฤติกรรมต่างกัน วิชานี้เป็นวิชาที่ตอบคำถามได้ดีมากในทุกกรณี ถ้าครูไม่ได้เรียนสังคมวิทยาครูอาจจะไม่ได้เขียนอะไรที่เขียนอยู่ทุกวันนี้ก็ได้

ภาพจากอีจัน

จันเทิง : ซึ่งถ้าหากเราอยากเขียนเกี่ยวกับสายอาชีพต่างๆ...

อ.ศัลยา : เราก็ค้นคว้าเอา

จันเทิง : อาจารย์ดูแลตัวเองอย่างไรคะ
อ.ศัลยา :ครูก็ไม่ได้ดูแลค่ะ แต่ครูเป็นคนแข็งแรงเป็นคนไม่มีโรคอะไรเลย อาหารอาจจะเป็นไปได้เพราะครูกินผักเหมือนวัวควายเลย เป็นคนที่กินผักมากๆ กินโปรตีนเยอะ และไม่กินเค็ม ไม่กินอาหารรสจัด แล้วก็ทานอาหารที่ไม่มีเครื่องปรุงเยอะแยะ อาหารที่ชอบทานนอกจากสลัดแล้วครูจะชอบทานแกงจืด อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ ผัดเผ็ด พะแนง ไม่ค่อยชอบ มีกินวิตามินบ้างพวก Omega3, วิตามินบี 1-6 -12 ค่ะ
จันเทิง : ครูยังจะคงเขียนไปเรื่อยๆ นะคะ อยากจะเลิกบ้างไหมคะ
อ.ศัลยา : จริงๆแล้วเราอยากจะเลิกมันก็ไม่มีใครยอมให้เลิก

ภาพจากอีจัน

จันเทิง: ขอคำแนะนำสำหรับคนที่อยากจะเริ่มงานเขียนบท
อ.ศัลยา :ครูว่าทางลัดคือเอาบทไปอ่าน แต่ต้องมีต้นทุนมาบ้าง ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภาษา เรื่องของคำพูด เรื่องของเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตมนุษย์ หรือไม่เคยอ่านนวนิยายมาเลย ไม่ดูหนัง ไม่ดูละครพวกนั้นก็ไม่ได้ ครูสมัยเด็กอ่านหนังสือเยอะ อ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า พจนานุกรมยังอ่านเลย หนังสือนวนิยายชอบเช่าอ่านเพราะว่าเราอ่านแป๊ปเดียวจบ ครูเช่าวันละสิบเล่มและอ่านวันเดียวหมด เพราะเวลาเปิดอ่านครูจะไม่อ่านทั้งหน้า ครูจะอ่านเร็วๆอ่านเอาเนื้อเรื่อง และยิ่งอ่านเจอบทพูดกันไปเป็นสิบหน้า ครูจะอ่านเร็วมากเพื่อรู้ว่าเขาจะพูดอะไร จะไม่เสียเวลามาอ่านพรรณนาโวหารอะไรมากมาย เคนเขียนจากหนังสือของ คุณพนมเทียน สกาวเดือน รัศมีแข พูดกันเป็นหน้าๆเลย ต้องอ่านลัดเร็วๆเพื่อหาประโยคที่สำคัญ และตัดอย่างอื่นทิ้งและเอาเฉพาะประโยคนั้นออกมา
จันเทิง : นักเขียนท่านไหนที่พอทำเป็นละครแล้วชอบที่สุดคะ 
อ.ศัลยา :ศรีฟ้า ลดาวัลย์ อาจารย์ศรีฟ้าเป็นคนที่ครูนับถือ รักมาก เพราะว่าเวลาเราคิดอะไร อาจารย์ศรีฟ้าจะให้คำตอบอย่างรวดเร็ว เรื่องโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ถ้อยคำ เหตุการณ์ ระเบียบ ประเพณี อาจารย์ศรีฟ้าให้คำตอบได้เร็วมาก เวลาติดอะไรก็จะโทรหาอาจารย์ศรีฟ้าทันทีและเชื่อเลยว่าไม่มีวันผิด ตอนอาจารย์เสียชีวิตครูเสียใจมาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งไปหาแล้วได้คุยกับท่านมา เวลาไปก็คุยกัน5-6ชั่วโมง เสียดายไม่ได้อัดเทปไว้ ต่อมาก็ชอบคุณโบตั๋น เรื่องราวเยอะดีละเอียด โครงแน่น แน่นทุกบรรทัด ทุกบรรทัดเป็นเหตุการณ์ได้หมด แล้วรู้ได้เลยว่าเขียนจากประสบการณ์จริง เขียนจากสิ่งที่ท่านเห็นมาจริงๆ ต้องเห็นกับตาถึงจะเขียนอย่างนั้นได้ นวนิยายมีรูปแบบการเขียนหลายอย่าง ถ้าคุณกฤษณาก็จะเป็นพรรณนาโวหารเยอะ เป็นวรรณศิลป์เยอะ ซึ่งจะคล้ายกับคุณปิยะพรซึ่งเป็นโวหารการแต่งถ้อยคำสละสลวย ซึ่งต่างจากคุณกิ่งฉัตร คุณกิ่งฉัตรก็จะเล่าให้เราฟังไปเรื่อยๆอ่านแล้วก็จบไปไม่รู้ตัว อย่างคุณทมยันตีก็จะมีคำคมๆ มีอารมณ์ขันหน่อยๆ แล้วก็มีพล็อตที่แข็งแรง....

ภาพจากอีจัน

การสนทนาดำเนินไป ยิ่งนาน ยิ่งได้ความรู้ จนเวลาจวนเย็น เห็นทีจะต้องกราบลา พร้อมกับรับความรู้ไปเต็มหอบ..
" เดี๋ยวพรุ่งนี้สาวๆ เขาจะมาตั้งวงหมูกระทะกันที่นี่ " อ.ศัลยาชี้ไปที่ทางเดินริมสวนติดน้ำ ในบริเวณบ้านแสนร่มรื่น แม้ไม่ใช่อยุธยา ก็ได้บรรยากาศเทียบเคียงให้พอคึกครึ้มใจออเจ้ายุคสองพันสิบแปด..

บางที เราอาจจะขอมาหาครูอีกครั้ง ๐ 





ขอบคุณภาพละคร จากช่อง 3 และ sanook.com / ภาพปกละครคู่กรรม ช่อง 7 และรวมเล่มละคร ญาติกา รัตนโกสินทร์ สายโลหิต จาก พันทิป 

ภาพป้อมเมืองบางกอก จากเพจ อีจันบันเทิง โพสต์ ป้อมเมืองบางกอก ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ บางกอกหลอกชั้น
โดย วราวุธ ศรีโสภาค หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร 

ภาพประชาสัมพันธ์ เชิญออเจ้า "สงกรานต์แต่งไทยไปเที่ยวเมืองรอง" การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สไบโหดนะออเจ้า
สไบโหดนะออเจ้า
กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส
กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส
คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส
คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส
เสวนาวิชาการ  “ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส"
เสวนาวิชาการ “ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส"
ติ่ง ยุพดี ศิริสิงห์อำไพ ผู้ช่วยกำกับรับบท “บ่าว”
ติ่ง ยุพดี ศิริสิงห์อำไพ ผู้ช่วยกำกับรับบท “บ่าว”