ข่าว 8 เมษายน 2561 | 20:18 น.

ขอป่าคืนเถอะ

เขียนโดย อีจัน
ขอป่าคืนเถอะ

บทความ : คนจน ป่าไม้ นายทุน และการเมือง ทางรอดของป่าไม้ไทยมีแค่ไหน?

บทความ : คนจน ป่าไม้ นายทุน และการเมือง ทางรอดของป่าไม้ไทยมีแค่ไหน?

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน


“ เมื่อคนคิดเปลี่ยนป่าเป็น...สวนยางพารา อนาจใจแท้หนอ ” 

หลายเดือนนับแต่ หน.หน่วยพญาเสือและเจ้าหน้าที่ในทีมสำรวจทำข้อมูลเก็บหลักฐานภาพ สถานการณ์บุกรุกพื้นที่ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้าน ทิศเหนือ (ตอนบน) ก็พบว่า ที่นั่น…ป่าถูกล้ม ภาพที่เราเห็น ณ ปัจจุบันป่าถูกเบียดกลาย เป็นพืชเชิงเดียวที่ถูกปลูกขึ้นมาแทนที่ เช่น สวนยางพาราและสวนปาล์ม หรืออาจจะมี ไม้ผลยืนต้นปนบ้าง เช่น ทุเรียน กาแฟ และมังคุด
ใครจะเชื่อว่าพืชเชิงเดี่ยวได้กลายเป็นภัยเงียบที่คืบคลานกัดกินผืนป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ(ตอนบน) มานาน โดยขยายตัวเพิ่มขึ้นๆแต่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ ทำไม? 

เรื่องมีง่ายๆแค่นี้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้เห็นภาพกันชัดๆ
คิดจะรุกป่า เปลี่ยนป่าอันสมบูรณ์ของโลกให้กลายเป็นที่ทำกินของเรา มันทำไม่ยาก

รูปแบบแรก คือ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแซมในป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าดิบแล้ง
คนทำรูปแบบนี้ ต้องเริ่มจากตัดโค่นต้นไม้ยืนต้นทิ้ง

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน


ตามภาพที่แสดงให้เห็น ป่าจำพวกนี้เป็นป่าต้นน้ำ เป็นป่าที่เก็บน้ำ และเป็นป่าเป็นที่อยู่ อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์เรือนยอด เช่น ชะนี ค่าง นก และสัตว์ป่า เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สมเสร็จ กระทิง กวางและเก้ง สัตว์ป่าอื่นๆอีกมากมาย แต่ต้นไม้ใหญ่ กลับถูกโค่นทำลายก่อนเพื่อเพียงแค่ให้ได้พื้นที่ที่จะเอาต้นยางพาราของตนให้ยืนต้นแทนไม้ป่า

พอโค่นไม้ใหญ่ ทำลายบ้านสัตว์ป่าแล้ว ก็จะแอบเข้ามาปลูกพืช เช่น จะทำรุกป่าด้วยต้นยาง ก็แค่นำกล้าเมล็ดยางพาราไปปลูกแทรกในป่าธรรมชาติ การปลูกก็จะยึดพื้นที่ของใครของมัน ใครใหญ่ มีอิทธิพลมากเงินหนา ก็รุกได้มากตามความหนาของเงินและหน้าตาก็ว่ากันไป


รูปแบบที่สอง คือ การปลูกยางพาราแทรกให้เป็นแถวในป่าไผ่หรือป่าเบญจพรรณ 

รูปแบบสองนี้ทำง่ายกว่าแบบแรก ปลูกได้เร็วกว่า ฉะนั้นป่าที่นี่ ที่เป็นป่าเบญจพรรณ แทบไม่เหลือเลย แต่ที่แย่ไปกว่านั้น การที่ยึดป่าไผ่ด้วยการเผา มันจะเผาทั้งป่าครับ!!!

เพราะป่าไผ่แค่ตัดโคนแล้วทิ้งบางส่วนให้เป็นเชื้อเพลิง เวลาเผาก็จะไหม้ทั้งหมด หมายถึง หมดทั้งป่า รวมถึงผลาญเข้าไปในป่าดิบนั้นๆ ด้วย วิธีนี้ง่ายและเร็วแต่วอดวายกว่าหลายเท่าครับ!!!

ภาพจากอีจัน
(

ภาพจากอีจัน


แต่ไม่ว่าจะรุกป่าแบบไหนจุดจบก็จะไม่ต่างกัน คือ เมื่อยางเติบโตก็จะมีคนแสดงสิทธิเป็น เจ้าของสวนยางนั้นๆ โดยใช้ ข้ออ้างว่า เป็นชาวบ้านยากจน หรือ อ้างว่าเป็นคนที่ อาศัยอยู่ที่นี่ มาก่อน แต่ยังไม่มีสิทธิ์ในที่ทำกิน แต่ที่ผมได้สัมผัสมัน มีคำพูดกันใน กลุ่มคนกลุ่มนี้ที่ พวกผมฟังแล้วสะอึก คือ เมื่อเขาได้เอกสารสิทธิ์ เขาจะพูดกันว่า “นี่ คือ ความสำเร็จ ที่ยึดครอบครองที่ดินได้ ” และเมื่อเขาได้ที่ป่าสักผืน เขาจะวางแผนกันต่ออีกว่า ปีหน้า เขาจะไปทำกันที่ไหนหรือจะบุกรุกที่ไหนอีกดี

ภาพจากอีจัน


ผมย้ำอีกที คนพวกนี้ พูดว่า “ นี่ คือ ความสำเร็จ” “ปีแรกเรามีเงินทำได้เท่านี้ เมื่อเรา มีเงินอีก เราก็ทำเพิ่ม ไปเรื่อยๆ เพราะเรายากจน”

เขาสารภาพแบบนี้จริงๆ ผมสาบานได้ ผมแค่อยากจะบอกว่า นี่คือ การบุกรุกครับ มันไม่ใช่ การได้ที่ดินมาแบบสุจริตถูกต้อง พวกเขามองว่า การยึดถือครอบครองที่ป่า กลายเป็นเรื่อง ธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำได้ไปเสียแล้ว

นอกจากนายทุน แล้วก็ยังมีส่วนรายย่อยที่มีวิธีการรุกป่าที่ต่างไป แต่ก็น่ากลัวพอกัน

ผู้บุกรุกรายย่อยมักเป็นคนที่ย้ายมาจากต่างถิ่น ส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างมาหากินในพื้นที่ก่อน และพัฒนาตัว เป็นผู้บุกรุกแบบกองทัพมด ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มทำเมื่อมีนายทุนรุกก่อน รายย่อยค่อย รุกต่อ คนพวกนี้จะบุกรุกยึดครอบครองที่ดินแปลงใหม่ที่ไกลกว่าที่นายทุนทำ เพราะไม่ต้องการทับเส้นนายทุนและเลี่ยงความขัดแย้ง

พวกรายย่อยจะทำได้ทีละน้อยๆก็จริง แต่พวกนี้ทำต่อเนื่อง ทำทุกปี ทุกเวลา ที่มีโอกาส และเมื่อต้นยางใหญ่พอ ก็จะขายที่ต่อให้กลุ่มทุนหรือ ไม่นายทุนใหญ่ ก็มาขอซื้อต่ออีกที พอรายย่อยขายไปแล้ว ก็เริ่มรุกใหม่อีก ทำเป็นวงจรอุบาทว์แบบนี้มายาวนานมากแล้ว

เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ช่วงที่ราคายางเริ่มสูงขึ้น การบุกรุกพื้นที่ป่าก็เริ่มขยายวงกว้างขึ้นตามดีมานด์- ซัฟพลาย
การรุกป่าโดยอ้างความยากจนทำให้สามารถยึดครอบครองที่ดินของรัฐได้สำเร็จ ผลทำให้ เกิดปรากฏการณ์ ผู้คนคนหลั่งไหลมาหลากหลายจังหวัด หลั่งไหลมา จากการบอกต่อๆกันไป สิ่งที่ตามมาจึงเป็นการรุกป่าที่ขยายวงมากขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ และเมื่อบวกกับเหตุไม่ชอบมา พากล ขนมก็ผสมน้ำยา เจ้าหน้าที่รัฐขาดความรับผิดชอบในการตรวจสอบป้องกัน จึงไม่แปลก ที่ป่าสมบูรณ์จะกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมและกลายพื้นที่ชุมชนโดยชอบธรรมได้ในเวลาเพียงไม่กี่ 10 ปี ต่อมา

ถึงตอนนั้นแล้ว คำว่า ก็ป่าหายไปแล้ว เหลือแต่คนจนไม่มีสิทธิ์ในที่ทำกินของตน??? 

ชาวบ้าน ผู้นำ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติ อ้างว่า ประชาชนขาดพื้นที่ทำกิน หากเจ้าหน้าที่รัฐมัวแต่จะใช้กฏหมายควบคุมพื้นที่ป่า โดยไม่คำนึงถึงชาวบ้านที่ยากจน ยากไร้ ไร้ที่ทำกินก็จะเป็นการไม่เหมาะสม ถึงตอนนี้คงเดากันไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

เจาะลงไปอีกนิดถึงเบื้องหลังความไม่เหมาะสม!!!

ภาพจากอีจัน


จากเรื่องป่าถูกบุกรุก เปลี่ยน ป่าเสื่อมโทรม กลายเป็นสวนยางของคนยากไร้ แต่มันไม่ได้เจืออยู่ แค่คนจนไร้ที่ทำกินน่ะสิ มันดันไปเจือสมกับ คือ เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้กฎหมายได้เต็มรูปแบบ เพราะอาจจะโดนนักการเมือง ครอบงำ โดนอำนาจเงินครอบงำ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บางคน ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และเห็นแก่ตำแหน่งหน้าที่ ที่นักการเมืองหยิบยื่นให้ เมื่อเจือสมกันแบบนี้ ข้าราชการ สุจริต หรือระบบราชการที่มีกฏหมาย เข้มแข็งแค่ไหน ก็ทานไม่อยู่หรอกครับ ผลที่ตามมาจากวันนั้นจึงเป็นภาพนี้แล

เจาะลงไปอีกสักนิดจะพอได้เห็นที่มากันตำตา

เมื่อปี 2537 ป่าสงวนป่าไชยราช-ป่าคลองกรูด มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนบน) ที่ประกาศให้มีเนื้อที่ มากกว่า 180,000 ไร่

ภาพจากอีจัน


แต่เมื่อปี 2537-2541 เคยสำรวจให้ราษฎรได้ที่ทำกินในระหว่างปีนี้ ไปแล้ว ประมาณ 7,800 กว่าไร่ ถือ เป็นการให้พื้นที่ป่าเป็นที่ทำกินกับชาวบ้าน เป็นครั้งที่ 1

จากนั้นก็เกิด มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิถุนายน 2541ที่ ชูนโยบาย “คนอยู่กับป่า” อ้างถึง การดูแลชาวบ้านที่ยากจนไร้ที่ทำกิน และเมื่อมีมติ ครม. นี้ แม้ต่อมามีการรุกคืบบุกรุก ยึดถือครอบครองอีก ประชาชนที่อ้างตัวว่า ยากจนก็เรียกร้องสิทธิขอที่ทำกินในป่าอนุรักษ์เพิ่ม

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิถุนายน 2541จึงเป็นช่องทางของการเมือง เปิดให้สำรวจตกหล่น ต่อจากปี 2541 -2545 นั้น เกิดผลเป็นยอมให้ป่าเป็นที่ทำกินของชาวบ้าน เป็นรอบที่สอง

เมื่อชาวบ้านยากจนได้รับสิทธิทำกินจากป่าเสื่อมโทรม คำถาม คือ ปัญหาการรุกป่าเพราะความจนได้หยุดลงหรือไม่ ? คำตอบ คือ ไม่

ภาพป่าที่เปรียบเทียบจากภาพถ่ายจากดาวเทียมและ ภาพถ่ายปี 2545 กลับพบว่า ป่ากรมหลวงฯ มีการบุกรุกเพิ่มขึ้นจากเดิมที่สำรวจไว้แล้ว โดยตัวเลขการบุกรุกเพิ่มขึ้นใหม่นั้นมี ไม่น้อยกว่า 23,000 ไร่

ภาพจากอีจัน


แสดงว่า เพียง แค่ 4 ปี จาก 2541-2545 มีคนเข้ามาบุกรุกยึดถือครอบครองป่าแห่งนี้เพิ่มอีก กว่า 23,000 ไร่ และต่อจาก ปี 2545 มาจนถึง ปี 2560 มีชาวบ้านทั้งกลุ่มเดิม และนายทุนกลุ่มใหม่ เข้ามาเปิดพื้นที่ บุกรุกเพิ่มอีกจำนวนมาก

การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยพญาเสือร่วมกับสำนักบริการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี และ ทหารพรานและตำรวจตระเวนชายแดน ครั้งนี้ใช้การนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและการ เดินสำรวจทางภาคพื้นดินทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำ ที่จะป่บอกว่า แห่งนี้มีคนบุกรุกเพิ่มขึ้นอีก ไม่น้อยกว่า 22,000 ไร่ (สองหมื่นสองพันกว่าไร่)

ข้อมูลนี้กำลังบอกอะไร ?

พูดได้หรือไม่ว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 อันมุ่งหมาย ช่วยเหลือผู้ยากจน ยังไงก็ไม่บรรลุผล เพราะผู้คนยังคงยากจนอยู่ และสิ่งที่ยังเกิดขึ้น คือ รุกป่าเพื่อยึดที่ทำกินเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า มันคงจะไม่จบเพียงแค่นี้ ถ้ารัฐไม่ไม่เปลี่ยนนโยบายหันมา ชูนโยบาย การคุ้มครองพื้นที่ป่า การนำกฏหมายมาใช้อย่างเคร่งครัด ถูกต้องและเป็นธรรมนั้น

ป่าไม้อันเป็นทรัพย์สินของคนทั้งชาติอีกไม่นานคงหมดไป !!!

จากใจ : ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ

ภาพจากอีจัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตำรวจชี้ให้น้ำหนักฆาตกรรม ปมชู้สาว
ตำรวจชี้ให้น้ำหนักฆาตกรรม ปมชู้สาว
เจ้าอาวาสยัน โรงเรียนไม่มีผีเปรต หยุดเข้ามาพิสูจน์
เจ้าอาวาสยัน โรงเรียนไม่มีผีเปรต หยุดเข้ามาพิสูจน์
บุกรีสอร์ททลายปาร์ตี้ยา ฉลองวันเกิด พบผู้ต้องหา 76 คน
บุกรีสอร์ททลายปาร์ตี้ยา ฉลองวันเกิด พบผู้ต้องหา 76 คน