อีจันบันเทิง 20 เมษายน 2561 | 12:23 น.

คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส

เขียนโดย อีจันบันเทิง
คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส

ละครดี มีผู้กำกับเป็นผู้ปรุงรส

อีจันบันเทิง มีนัดคุยกับ พี่ใหม่ ภวัต ในวันที่ละครบุพเพสันนิวาส ใกล้ดำเนินถึงตอนจบ กระแส “ออเจ้า” กำลังเป็นคำฮิต เช่นเดียวกับบรรยากาศกระตือรือล้นสนใจประวัติศาสตร์ยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 

วันนี้ หลังจากแวะเวียนเข้าห้องตัดต่อตรวจความเรียบร้อยของละครที่จะออกอากาศ พี่ใหม่ก็มานั่งคุยกับเรา เพื่อตอบคำถามที่ใคร ๆ อยากรู้
ที่แน่ ๆ งานนี้ไม่ใช่งานแรกที่ทำให้ชื่อภวัต พนังคศิริ เป็นที่รู้จักในแวดวงบันเทิง แต่วันนี้เราจะตั้งต้นนับหนึ่ง ให้พี่ใหม่เล่าสู่กันฟังโดยย่ออีกครั้ง

ภาพจากอีจัน

(หมายเหตุ : ภาพประกอบทั้งหมด จาก ไอจี :Maich3iam )

สวัสดีครับ ใหม่ ภวัต พนังคศิริ ตอนนี้เป็นผู้กำกับละครบุพเพสันนิวาส อยู่ที่บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่นครับ
ก่อนจะเป็นผู้กำกับละคร ..
ถ้าพูดถึงงาน มันเริ่มต้นตั้งแต่ creative เขียนบทอยู่ที่แกรมมี่ แล้วก็ทำรายการอยู่ที่แกรมมี่
เริ่มออกมารับจ๊อบรับฝิ่นข้างนอก ด้วยการทำมิวสิควิดีโอ เริ่มเล่าเรื่องเป็น เริ่มเล่าเส้นเรื่อง เริ่มเล่าเส้นร้อง
งานมิวสิควิดีโอแรก ๆ ก็น่าจะเป็นของโจอี้บอยตอนที่อยู่ที่เบเกอรี่ช่วงแรก ๆ ช่วงกากี่นั้ง ช่วงคริสติน
มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้จักการเล่าเรื่อง
นอกจากทำเส้นร้องของนักร้องแล้ว เราต้องทำเส้นเรื่องด้วย เริ่มรู้จักการเขียนเรื่อง คิดพล็อตเรื่อง
เพื่อที่จะเล่าเป็น มิวสิค วิดีโอ

ภาพจากอีจัน

หลังจากนั้นก็ได้ไปทำละครสั้นทางโทรทัศน์เรื่องออกแนวลี้ลับหน่อยทางทางช่อง 7 มิติมืด ทำจนกระทั่งทุกคนคิดว่าคงถนัดหนังหรือละครที่เกี่ยวกับผี ที่เกี่ยวกับสยองขวัญ

จนมีค่ายหนังติดต่อมาให้เราได้ไปทำหนัง เรื่องแรกก็น่าจะเป็นหกตายท้าตาย เป็นหนังสยองขวัญ

หลังจากนั้นก็ได้ทำหนังอีกเรื่องที่ 2 น่าจะเป็นนาคปรก เริ่มชอบการทำหนัง เริ่มชอบการเล่าเรื่อง ที่มันมีประเด็นโดยเฉพาะประเด็นของสังคม 

ภาพจากอีจัน

เป็นประเด็นดังเสียด้วย..
ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก จนคิดว่าคงไม่ได้ฉาย ทั้งที่เจตนาในการที่จะทำ
หรือเจตนาการเล่าเรื่อง ถ้าไปดูในเนื้องานจริงๆแล้ว ก็จะเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของเรา
มันต้องการต้องการสื่ออะไรถ้าดูจนจบเรื่องเลยว่า เข้าใจในสิ่งที่นำเสนอไปก็จะเข้าใจ

ภาพจากอีจัน

นั่นคือย้อนกลับไปในปี 2548-2549
หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ทำละครยาวเรื่องแรกซึ่งก็เริ่มที่ช่อง 7 เรื่องสายเลือดแห่งรัก
กับเป่าจินจง มาทำละครเรื่องที่สองกับพี่หน่อง ( อรุโณชา )นั่นคือเรื่องแรกของบรอดคาซท์ไทยเทเลวิชั่น เพลิงสีรุ้งแล้วก็ได้ทำละครเรื่อยมา

ภาพจากอีจัน

ความแตกต่างระหว่างการทำหนังกับการทำละคร..
เวลาทำหนัง มันก็จะมีเสน่ห์ หรือวิธีการทำอย่างหนึ่งของการทำหนัง ทำละครมันก็จะมีวิธีการอีกอย่างหนึ่ง
ในการทำละครในช่วงแรกๆ ก็ยังแบ่งไม่ถูก ด้วยความที่เรารู้สึกว่าเรารักหนังมากกว่า เราก็จะพยายามเอาหนังมาใส่ในละครเยอะจนเกินไป จนทำให้เสน่ห์บางอย่างของละครซึ่งก็มีอยู่แล้ว มันหายไป
มันไม่เหมาะในหลายๆอย่าง ทำหนังเราจะบอกถึงความเป็นตัวตนของเราเยอะเยอะมาก
จนบอกความรู้สึกของคนทำอะไรหลายๆอย่าง ส่วนละครมันคืองานที่ขยับขึ้นมาอีกนิด มันเป็นเรื่องของพาณิชย์มันเป็นเรื่องของแมส ที่เราจะต้องทำเพื่อที่จะ..โอเค ศิลปะก็อย่างหนึ่ง การเอาใจหรือว่าแคร์ต่อผู้ชม มันก็ต้องอีกส่วนหนึ่งเพราะฉะนั้นมันต้องเอาสองอย่างมาผสมกันให้ได้

ภาพจากอีจัน

( กับน้ำตาล พิจักขณา : ภาพทั้งหมดจาก ไอจี Maich3iam )
อันนี้ในแง่ของการวิธีการคิดในการทำละครนะครับ ส่วนในเรื่องของเทคนิค และอะไรที่มันเป็นส่วนดีของภาพยนตร์อย่างเรื่องของเฟรม เรื่องของการจัดแสงเรื่องของมุมกล้อง ก็จะพยายามเอามาใช้กับละครให้มันไปด้วยกันได้ ละครค่อนข้างเร่งรีบ เพื่อจะให้ทันเวลาเพราะมี Schedule ที่ชัดเจน ส่วนหนังมันสามารถละเมียดทำไป ใช้เวลากับมันไป หนังเราต้องถ่ายตามสตอรี่บอร์ด ส่วนละคร เราต้องไปตาม Schedule (ตารางเวลาการทำงาน ภาษาคนทำละครเรียกอีกอย่างว่า Breakdown ที่เรียงลำดับว่าจะต้องถ่ายอะไรบ้าง กี่ฉาก ในแต่ละวัน – ผู้สัมภาษณ์ ) เป็นการทำตามระยะเวลา เพราะฉะนั้นระยะเวลาในการทำไม่เหมือนกัน
วันหนึ่งเราต้องทำอย่างน้อยน้อยที่สุด 15 ฉาก ต่ำกว่านั้นแสดงว่าวันนั้นเรามีฉากใหญ่ ๆ ซึ่งรายละเอียดมันค่อนข้างเยอะ
ส่วนหนัง 5 ฉาก เพราะในแต่ละฉาก มันมีอีกหลายคัตมาก คัตทีเราเปลี่ยนมุมกล้องที ทุกอย่างมันจัดแสงใหม่หมด

ละครมันจะถูกเซ็ตไว้หมดแล้ว แค่ขยับกล้องวางมุมกล้อง วางกล้อง 3 กล้อง ให้ได้มุมอย่างที่ต้องการ เพื่อทำงานให้เร็วขึ้น แต่หนังนี่มันวางกล้องได้มุมเดียว
กล้องเดียว เปลี่ยนอีกคัตหนึ่ง เปลี่ยนทุกอย่างหมดเปลี่ยนแสงลงใหม่ ระยะเวลาเลยไม่เท่ากันครับ

ภาพจากอีจัน

( ภาพจากละคร บุพเพสันนิวาส )

เมื่อต้องทำละครพีเรียดอีกครั้ง หลังจากเคยทำบางระจันมาแล้ว ครั้งนี้เปลี่ยนย้อนขึ้นไปอีกหลายรัชสมัย
ตั้งแต่เริ่มแรกที่เราได้หนังสือ ได้หนังสือบทประพันธ์มา ว่าเราจะทำเรื่องนี้ แล้วก็เอามาอ่าน ในฐานะคนอ่านนวนิยาย อ่านไปเราก็สนุกมาก
หนังสือคุณรอมแพงเขียนมาสนุกมาก แล้วเราก็จินตนาการไป เหมือนอย่างที่คนอ่านเขาจินตนาการ อยากเห็นอะไรก็จินตนาการไป
พอมาเป็นบทละครอาจารย์แดงศัลยา เขียนบทของมาค่อนข้างที่จะละเอียด ลงดีเทลลงลึกในส่วนของประโยค ของไดอะล็อคของคำพูด
เราอ่านบทของอาจารย์แดง เราสนุกมากขึ้นไปอีก สนุกมาก ภาพในจินตนาการมันชัดขึ้น ชัดขึ้นได้เรื่อยๆ

พอมาถึงหน้าที่เรา เราต้องทำให้สนุกมากขึ้น เราได้อ่านทั้งหมดประพันธ์ทั้งบทละคร นั่นคือสิ่งที่ตั้งเป้าหมายว่าต้องสนุก
พอมาถึงอารมณ์ที่ต้องทำงานแล้ว จินตนาการเต็มไปหมดเลยอยากทำนู่นทำนี่เต็มไปหมดเราต้องชั่งน้ำหนักการเป็นผู้กำกับ กับการเป็นคนอ่านลงมาให้เท่า ๆ กัน

ภาพจากอีจัน

(ภาพกับผู้ร่วมผลิตงานละคร ที่คุณใหม่ให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมาก )

การเป็นคนอ่าน เขาจะจินตนาการเยอะแยะมากมาย บางอย่างก็ทำไม่ได้ บางอย่างที่คนดูบอกว่า ฉากนั้นทำไมไม่ถึงอย่างนั้นอย่างนี้ มันมีข้อจำกัด ซีนนี้ทำประมาณนี้ โอเคในงบที่มีอยู่ ในข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง ของคนทำงาน ของผู้กำกับ

ภาพจากอีจัน

แต่ด้วยงบประมาณ และเวลา ผู้กำกับภวัตก็ทำงานได้ประทับใจหลายฉาก
ฉากได้ดั่งใจมากที่สุด น่าจะเป็นฉากถวายพระราชสาส์น เราอ่านหนังสือแล้ว เป็นฉากที่เราอยากทำมากที่สุด
หนังสือเขียนให้เราจินตนาการไปไกลมาก ป้าแดงก็จะเขียนไว้ระดับนึงว่าอันเนี้ยอันนี้แค่นี้พอแล้วพอแล้ว แค่เห็นเป็นเงายื่นมือลงมารับ ถือว่าเล่าเรื่องแล้ว 

แต่ใจเราตอนนั้น เผลอคิดเป็นคนอ่านเยอะเกินไป ก็เลยอยากเห็นซะทั้งหมดว่าตั้งแต่ขบวนว่าพระราชสาส์น มาจากฝรั่งเศสเข้าไปในพระราชวัง มีพิธีการอะไรบ้างทำอะไรกันบ้าง นั่นคือเป้าหลักของผมว่าผมจะต้องทำภาพนี้ออกมาให้มันเป็นละครให้ได้
แล้วก็ได้ทำออกมาอย่างที่ใจต้องการและก็ค่อนข้างเป็นอย่างที่ใจต้องการ แล้วค่อนข้างสมบูรณ์ ( ยกเว้นส่วนที่อยากให้มีขบวนช้าง แต่งบประมาณเป็นไปไม่ได้ จึงกลายเป็นเสลี่ยง ดังที่เห็นในละคร - ผู้สัมภาษณ์ )

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

ในเรื่องนี้มีฉากฟิน เซประชิดติดตัวกันระหว่างพระ-นาง บ่อยกว่าปกติละครพีเรียดทั่วไป..
คือตอนนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของหนังเกาหลีหรือซีรีส์เกาหลีมันเข้ามาเยอะมาก
แล้วฉากพวกนี้ คนดูก็จะได้เห็นกันบ่อยและเยอะ กับละครพีเรียดไทย มันยากที่จะทำให้ละครพีเรียดไทยเดินหน้าชนกัน ไม่เหมือนกับละครยุคปัจจุบัน เรียกว่าสามารถ เพราะว่าด้วยด้วยสังคมที่หนุ่มสาวสามารถหน้าชนกันได้อยู่ตลอดเวลา

แต่ละครพีเรียด เมื่อพระเอกแต่งชุดไทย นางเอกนุ่งห่มสไบ มันจะมีโอกาสกี่ครั้งกัน ที่ทำให้หน้าพระเอกกับนางเอกมันชนกัน ใกล้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งมันไม่ถูกขนบ ใช่ไหมครับถ้าพูดถึงประเพณีของคนไทย จะเดินไปให้หน้าชนกัน คนไทยเค้าไม่ทำกันหรอก นอกจากจะทำให้นางเอกขาเสีย
ตัวละครผู้หญิงในเรื่องนี้เข่าเสียหมดเลย
เพื่อที่จะทำให้ฉากนั้นมันเกิดขึ้น
จริง ๆ มันเป็นแค่มุก แค่แก๊กเล่น ๆ ของผมเอง ว่ามันต้องมีการเซ พระเอกถึงอุ้มรับได้ หน้ามันถึงได้ใกล้กัน
เฟรนช์คิสล่ะคะ
เฟรนช์คิสนี่ด้วยความที่พระเอกไปฝรั่งเศส ด้วยความพระเอกเป็นทูตเพราะฉะนั้นมันเอื้อสำหรับการที่
ทำให้พระเอกกับนางเอกจูบกัน ซึ่งน้อยมากที่ได้เห็นละครพีเรียดจูบกับขนาดนี้
เพราะฉะนั้นด้วยบทที่เอื้อ ละครเลยสามารถเติมตรงนี้เข้าไป แต่ว่าผมพยายามเติมให้ละมุนมากที่สุดแล้ว
ให้มันรู้สึกถึงความรักมากกว่าความใคร่

ภาพจากอีจัน

พูดถึงบทละครโทรทัศน์ ที่เสมือนแนวทางการทำงาน
การทำงานของบุพเพสันนิวาส กับอาจารย์แดง ศัลยา ผมรู้สึกว่าเป็นผู้เขียนบทที่ทำงานกับผมอยู่ตลอดเวลาเลย เกือบจะทุกวันด้วยซ้ำ
ป้าแดงก็จะรับสาย ถ้าเกิดผมมีปัญหาจริงๆก็มีการคุยอยู่ตลอด ผมเคยมีปัญหาเรื่องของการที่โอเคเราถ่ายไป มันมีแน่นอน
ฟีลของผู้กำกับ ความเป็นตัวตนของผู้กำกับ สิ่งที่เราอยากใส่ไปในในหนังของเรา เราจะใส่เข้าไป ป้าแดงบทเขาหยุดอยู่แค่นี้แต่เราจะใส่เข้าไปอีก เพราะเรารู้สึกมันต้องมีต้องใส่ อยากใส่ก็ใส่ พอไปตัดแล้วมันไม่ใช่
สุดท้ายบอกคนตัดต่อเอาออกให้หมดเลย ที่พี่เพิ่มเข้าไปน่ะ ประโยคสุดท้ายของป้าแดงคืออะไร และประโยคต่อไปของป้าแดงคืออะไร เอาไปต่อกัน เออว่ะทำไมมัน Smooth กว่า โอเคต้องยกให้ป้าแล้วละ เพราะผมรู้สึกว่า ระดับมืออาชีพขนาดนั้น ป้ามองขาด
เพราะฉะนั้นป้าจะคอยย้ำอยู่เสมอว่า “ใหม่อย่าเติมของป้านะ” ครับ รับปากแต่บางทีไม่ได้

ภาพจากอีจัน

รับโจทย์ละครมาเรื่องหนึ่ง พี่ใหม่คิดถึงอะไรก่อน
เห็นแก่ตัว นึกถึงตัวเองก่อน นึกถึงตัวเองก่อน ตัวเองอยากเห็นอะไร ตัวเองอยากทำอะไร นึกฝันจินตนาการให้เต็มที่เลย
ว่าตัวเองอยากทำอะไร กิเลสตัวเองมาก่อน หลังจากนั้นพอลงมือทำจริง ๆ ถึงต้องนึกถึงคนดู ว่ามันต้องอย่างนี้
ต้องดึงตัวเองถอยออกมาแล้วเป็นคนดู
เหมือนอย่างตอนถ่ายเหมือนกัน บล็อกกิ้งอะไรเสร็จ คุยนักแสดงเสร็จ ต้องถอยออกมาเพื่อที่จะดู ดูเป็นคนดูนะครับ ไม่ใช่ดูเป็นผู้กำกับ
แล้วจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คนดูต้องการ อะไรคือสิ่งที่คนดูชอบ ง่าย ๆ กับ เลิฟซีน อันนี้คนดูคงชอบแหละ หน้าชนเข้าไป
เข้าไปใกล้อีกนิดนึง โป๊ปเยิ้มอีกหน่อยได้ไหม
และโป๊ปก็ให้ทุกอย่าง อย่างที่คนดูอยากได้ โป๊ปรู้ใจคนดู รู้ว่าคนดูชอบแบบไหน
ประมาณไหน คนดูถึงชอบ โป๊ปรู้ เค้าเก่ง

ภาพจากอีจัน

ตัวละครที่หลายคนพูดถึง ก็เป็นขวัญใจพี่ใหม่เช่นกัน 
ที่ประทับใจมากที่สุด ผมก็คงต้องชอบพระนารายณ์ฯกับพระเพทราชา ซึ่งผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่ตัวละคร 2 ตัวนี้ได้เข้าฉาก
หมายถึงพี่บิ๊ก (ศรุต วิจิตรานนท์ )แล้วก็พี่ปราบ (ปราปต์ปฎล สุวรรณบาง) ได้เข้าฉาก ซีนของพระนารายณ์กับซีนพระเพทราชา มันทำให้ผมขนลุกตลอดเวลา และผมรู้สึกว่าเขามีพลังใส่กันเต็มที่ ด้วยความที่มันเล่ายากมาก กับการที่จะเล่าพระเพทราชา กับพระนารายณ์ที่ มีข้อขัดแย้งที่ชัดเจน โดยที่เรา สื่อโดยไม่ได้ชี้นำไปทางไหนว่าฝั่งนี้ถูกฝั่งนี้ผิด ทั้ง ๆ ที่ประวัติศาสตร์บางเล่มก็จะเขียนไว้อย่างชัดเจน ว่าอันนี้นะอย่างนี้ ๆ อันนี้นะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่ได้ศึกษาหาข้อมูลจากอาจารย์ประวัติศาสตร์ที่คอยให้ความรู้ อาจารย์วิโรจน์นะครับ แล้วก็หลายๆท่าน ผมคงรู้สึกว่าเราต้องชั่งน้ำหนักดี ๆ
เพื่อให้ตัวละครที่เราพูดถึงข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ให้เป็นกลางมากที่สุด
พระนารายณ์ก็ทรงมีเหตุผลของท่าน ถ้าดูดีๆแล้วท่านมีอารมณ์ความรู้สึก ทุกครั้งที่คุยกับพระเพทฯจบ ก็จะบอกว่าเราจะทิ้งภาพไว้หน่อยนะพี่ปราบ แล้วพี่ปราบก็ถ่ายทอดออกมาให้ผมเห็นหน่อยว่าลึกๆแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ทรงคิดอะไร แต่ก็พูดไม่ได้ คิดที่จะสร้างบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง แต่เขาจะบอกยังไงว่ากำลังใช้ฝรั่งให้เป็นประโยชน์โดยที่ไม่เสียระบบการปกครอง
พระเพทฯก็เหมือนกัน ผมก็บอกกบิ๊กว่า บิ๊กสื่อให้เป็นกลางมากที่สุด ให้ความรู้สึกที่ดูเป็นน้อยใจกับสิ่งที่พระนารายณ์ไม่เห็นคุณค่า
ว่าทำไมไม่ให้ตัวเองทำมากกว่า เพราะต่างคนต่างรักชาติบ้านเมืองเหมือนกัน แต่อย่าคิดว่าต่างคนต่างแก่งแย่งกัน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เหลือคือให้คนดูก็ตัดสินต่อกันเอาเอง

ภาพจากอีจัน

พี่ใหม่ขอละไว้ที่จะไม่ต้องพรรณาถึงรุ่นใหญ่อย่างอาหนิง นิรุตติ์ พี่เหมียว ชไมพร พี่แอ๊ว อำภา และอีกหลายท่าน เพราะเก่งขั้นสุดแล้ว หากยังอยากพูดถึงรุ่นน้องอย่างหลุยส์ สก๊อต ที่ไม่ว่าเรื่องใดที่พี่ใหม่กำกับ ก็มักเลือกมาร่วมงานเสมอ 
แม้แต่ตัวของฟอลคอนเองซึ่งม้วนสุดท้ายผมต้องยกให้หลุยส์เป็นพระเอก ต้องบอกว่าโป๊ปอย่าเพิ่งน้อยใจ
คือผมจะเดินเรื่องของตัวฟอลคอน ตั้งแต่ต้นเรื่องมาจนกระทั่งสุดท้าย คนเกลียดหลุยส์แน่นอน
แต่หลุยส์ต้องบอกเหตุผลในม้วนสุดท้ายให้ได้ หลุยส์ต้องเอาความรู้สึกตัวละครตัวนั้นบอกคนดูให้หมด
ผมเชื่อว่าคนดูทั้งประเทศจะรักหลุยส์แล้วก็ร้องไห้กับหลุยส์ นั่นคือตัวของฟอลคอนที่ชอบรองมา
ที่เหลือก็จะเป็นพี่โป๊ปพี่เบล

ภาพจากอีจัน

โป๊ปกับเบลเล่นอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะผมรู้สึกว่าเวลาเราไปบรีฟหรือเราไปคุยกับน้อง เราจะไม่ใส่ความเป็นตัวเราเข้าไป
แต่เราจะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเป็นตัวละคร  2 คนทำงานละเอียดมาก ผมรู้สึกว่าทั้งสองคนนั้น
ใช้สายตาได้เก่ง body language พวกเขาเก่งทั้งคู่เลย เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นลูกกุ๊กกิ๊กกุ๊กกิ๊ก
อะไรมากมาย ที่ทำให้ผมได้ภาพมากมายในทุกซีน ที่มันเป็นเลิฟซีนของคู่นี้
ทุกคนทำการบ้านกันค่อนข้างหนัก แล้วทุกคนก็รู้ว่าซีนไหน คือเป็นซีนของตัวเองที่จะต้องใส่ใจกับกับมัน

ภาพจากอีจัน

แม้แต่มะเดื่อซึ่งเป็นก๊อต ผมก็บอกก็อตว่าจริงๆ ตัวละครอย่างพระเจ้าเสือดุนะนักเลงนะเป็นแบดบอยนะ แต่ความรู้สึกข้างใน
ก๊อตเอาออกมาให้พี่ด้วยนะ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ความรู้สึกเสียใจ เราก็ได้น้ำตาออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกของเขา

ภาพจากอีจัน

ผมเป็นคนทำงานที่ค่อนข้างใส่ใจกับรอบข้าง ตัวตรงกลางจะดีได้เพราะรอบข้างช่วยกัน เราเลยเห็นบ่าวทุกตัวมีบทบาทหมด
ทุกคนช่วยกัน ทุกคนทำให้องค์ประกอบทุกอย่างมันสมบูรณ์ ทุกอย่างมันเลยกลมกล่อม ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง
บทประพันธ์ที่ดี บทละครโทรทัศน์ที่ดี ตัวนักแสดงที่ดี ผมมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ภาพจากอีจัน

การควบคุมการเงินและการทำงานจากผู้จัด
ควบคุมในที่นี้ พี่หน่อง (อรุโณชา ภาณุพันธุ์ )ควบคุมเรื่องงบประมาณมากกว่า พี่หน่องก็จะคอยถามผม
ย้อนกลับมาเสมอว่าใช้ไปเท่าไร ทำไมใช้เยอะจัง แต่จริงๆพี่หน่องไม่ได้พูดตรงๆนะ พี่หน่องก็จะผ่านคนอื่นมา
มีการตัดงบ แต่ว่าโอเค ตัดงบ เราก็จะทำในส่วนที่งบมี เราจะไม่เดินเข้าไปขอเพิ่มจะขออะไร เพราะเราก็เข้าใจว่า การทำละครพีเรียด
มันต้องใช้งบประมาณในการทำและไม่รู้ว่า สุดท้ายมันจะออกมา success แค่ไหนหรือโดนมากแค่ไหน กับการที่เราใช้เงินไปตรงนั้น

เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งพี่หน่องก็เข้าใจ และส่วนหนึ่งผมก็เข้าใจพี่หน่อง

มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า เวลาเราทำงานที่งานที่เรียกว่าศิลปะ แล้วมีผลตอบรับที่ดี มันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำ พี่หน่องก็มีกำลังใจที่จะหา Project อยางนี้มาให้ทำอีก
ผมว่าแค่เราใส่ใจกับเรื่องที่เราทำ ตีโจทย์ให้แตก แล้วก็ทำออกมาด้วยความสุข ผมว่างานชิ้นไหนก็โยนมาเถอะ.. ๐๐





ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สไบโหดนะออเจ้า
สไบโหดนะออเจ้า
กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส
กว่าจะเป็นบทละครโทรทัศน์ บุพเพสันนิวาส
คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส
คุยกับภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับละครดัง บุพเพสันนิวาส
เสวนาวิชาการ  “ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส"
เสวนาวิชาการ “ไขรหัสลับ ละครบุพเพสันนิวาส"
ติ่ง ยุพดี ศิริสิงห์อำไพ ผู้ช่วยกำกับรับบท “บ่าว”
ติ่ง ยุพดี ศิริสิงห์อำไพ ผู้ช่วยกำกับรับบท “บ่าว”