อีจันบันเทิง 31 กรกฎาคม 2561 | 10:07 น.

ถิลาชิ่นกิ๊ก เมื่อคุณกิ๊ก มยุริญ บวชชีที่พม่า

เขียนโดย อีจันบันเทิง
ถิลาชิ่นกิ๊ก เมื่อคุณกิ๊ก มยุริญ บวชชีที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัวบวชชีแล้ว ปฏิบัติธรรมวัดในพม่านาน 7 เดือน

เมื่อเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ระยะเวลาในการบวชครั้งนี้ 7 เดือน เรารู้จักคุณกิ๊กมานาน ในฐานะนักแสดงฝีมือดี แต่ที่มากกว่านั้นคือความมั่นคงในพระศาสนา ศึกษาธรรมะ และหมั่นชักชวนคนใกล้ชิด ให้รู้สติ เรียนรู้ธรรมไปด้วยกันเสมอ

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

คุณกิ๊กจบปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต ภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมตะวันตก สาขาภาษาเยอรมัน ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวารสารและสารสนเทศ ที่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าวงการเป็นนักแสดงมาตั้งแต่ปี 2538 เป็นทั้งนางเอก นางร้าย

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

ภาพจากอีจัน

เคยเขียนหนังสือชื่อ "ดัดจริต" เล่าเรื่องจริต ให้ผู้อ่านเข้าใจธรรมะอย่างง่าย ๆ คุณกิ๊กให้สัมภาษณ์หลายครั้ง เรื่องความฝักใฝ่ที่จะเข้าศึกษาธรรมจริงจัง
อีจันบันเทิง อนุโมทนาบุญกับการบวชของคุณกิ๊กค่ะ 

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ โกนหัว บวชที่พม่า

ก่อนหน้าคุณกิ๊กบวช ก็มีข่าวดาราสาวชาวพม่าบวชเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้เช่นกัน เธอคือ MOE YU SAN นักแสดงระดับแนวหน้า วัย 24 ปี มีผลงานภาพยนต์ตั้งแต่ปี 2007 - 2011 รวมกว่า70 เรื่อง อีกทั้งยังเป็นนางงามถึง 5 เวที ในการประกวดปี 2007 เช่น Miss Now How , Miss Moe Yan

MOE YU SAN

MOE YU SAN

ดาราสาวชาวพม่า MOE YU SAN

ดาราสาวชาวพม่า MOE YU SAN

ในวันเกิดครบรอบปีที่ 22 Moe Yu San ได้สละชีวิตฆราวาส ออกบวชเป็นแม่ชีเพื่อศึกษาหาสัจธรรมของชีวิต

ดาราสาวชาวพม่า MOE YU SAN วันงาน

ดาราสาวชาวพม่า MOE YU SAN วันงาน

หลายคนสงสัยเรื่องการบวชชีที่พม่า พม่าเป็นประเทศที่ผู้คนมีธรรมะในชีวิตประจำวัน ใครเคยไปพม่าจะสัมผัสได้ถึงความสงบเย็น โดยเฉพาะในวัดทุกแห่ง ชีพม่า ได้รับการยกย่องยอมรับในการเป็นผู้ทรงศีล รองจากพระและเณร

แม่ชีพม่ามีจำนวนประมาณ 30,000 คน ศูนย์พม่าศึกษา Myanmar Studies Center เล่าเรื่องชีพม่าไว้อย่างละเอียด ขอยกมาเป็นข้อมูล สำหรับผู้สนใจดังนี้ค่ะ
ยะเวทูน ภิกษุชาวพม่าผู้แต่งหนังสือ "ประวัติภิกขุณีและแม่ชี"ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๙๖๕ ได้สันนิษฐานว่า ชีในสังคมพม่าน่าจะกำเนิดมาแต่ยุคสมัยศรีเกษตรของชาวพยูเป็นอย่างช้า และหญิงพม่าคงนิยมบวชชีสืบเนื่องเรื่อยมาถึงสมัยพุกาม อังวะ คองบอง จวบจนถึงปัจจุบัน

เดิมทีนั้นชีพม่าแต่งชุดขาวเหมือนกับชีไทย ชีลาว และชีเขมร ยะเวทูนเชื่อว่าชีน่าจะครองชุดขาวมาตลอดยุคราชวงศ์ของพม่า คือนับแต่สมัยพุกามจนถึงสิ้นราชวงศ์คองบอง ดังมีหลักฐานบันทึกเป็นบทกลอนที่เรียกว่าส่าโช ซึ่งน่าจะแปลว่า "เพลงแซว" แต่งโดยพระเถระรูปหนึ่ง นามว่าพระอาจารย์บะหม่อ เป็นสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงทางกวีนิพนธ์ในสมัยของพระเจ้ามินดง มีเนื้อความ บ่งบอกสีของผ้าครองของชีสมัยนั้น โดยเปรียบเปรยแม่ชีเป็น "แม่ไก่ขาว" ซึ่งท่านใช้คำว่า แจ๊ะผยู่มะ

มีบันทึกกล่าวถึงการเปลี่ยนผ้าครองสีขาวเป็นสีคล้ำ กล่าวคือในช่วงระหว่าง ค.ศ. ๑๘๙๕ - ๑๙๑๙ พระอาจารย์แห่งวัดมหาคันธาโยง เมืองอมรปุระ ขึ้นไปจำพรรษา ณ เขาสะกาย เห็นว่าชีที่มากราบไหว้แต่งกายด้วยเสื้อขาว และห่มสบงคล้ำ ท่านจึงให้ข้อคิดว่าชีควรจะเปลี่ยนผ้าครองให้เป็นสีคล้ำทั้งชุด เนื่องจากเสื้อสีขาวที่ใส่นั้น ดูคล้ายชาวบ้าน จึงไม่เหมาะกับผู้ถือศีล นับจากนั้นมา จึงไม่ปรากฏว่าชีใช้ผ้าครองสีขาวกันอีก แรกๆกล่าวเรียกสีของผ้าครองเป็นสีดินคล้ำแบบดินเมืองปะคัน ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นสีดินแดงแบบดินย่างกุ้ง แล้วแปรเปลี่ยนเรื่อยมาเป็นสีชมพูดังปัจจุบัน
ชีพม่าในปัจจุบันนิยมครองผ้า ๒ แบบ แบบหนึ่งเป็นผ้าสีชมพู ซึ่งพบได้ทั่วไป ใช้สำหรับชีที่เน้นทางด้านปริยัติ ถือศีล ๘ และอีกแบบหนึ่งเป็นผ้าสีน้ำตาล ใช้สำหรับชีที่เคร่งด้านปฏิบัติ ถือศีล ๑๐ ชีที่ครองผ้าสีชมพูนั้น มิได้ห่มผ้าสีชมพูโทนเดียวทั้งชุด สบงอาจเป็นส้ม แดง หรือสีมันกุ้ง เสื้อเป็นสีชมพูอ่อนหรือสีส้มอ่อน ผ้าพาดบ่าหรือผ้าปกศีรษะ มักจะมีสีน้ำตาลอ่อน ดังนั้นหากสังเกตดีๆ ชุดชีพม่าจะใช้ผ้าต่างระดับสี หากดูรวมๆจะเป็นสีชมพู ส่วนชีที่แต่งชุดสีน้ำตาลนั้น จะนุ่งสบงและใช้ผ้าพาดบ่าสีน้ำตาลคล้ำ และสวมเสื้อสีน้ำตาลอ่อน จึงดูคล้ายโยคีหรือผู้ถืออุโบสถศีล แต่ปฏิบัติเคร่งกว่าชีส่วนใหญ่ที่ครองผ้าสีชมพูและถือเพียงศีล ๘

ธรรมเนียมการบวชชีของพม่านั้นหากเป็นเด็กหญิง มักจะบวชพร้อมกับบวชเณร และการบวชชีมักจะทำควบคู่ไปกับพิธีเจาะหู โดยแต่งตัวให้งามดุจเจ้าหญิง มีการแห่แหน พาไปไหว้พระเจดีย์
จากนั้นจึงพามาทำพิธีที่วัด โดยให้พระสงฆ์เป็นผู้บวชให้ หากต้องเจาะหูด้วย ก็ต้องทำพิธีก่อนปลงผม โดยไม่ต้องโกนคิ้ว หลังจากครองผ้า ชีจะเข้ารับศีลจากพระสงฆ์ แล้วจึงไปจำอยู่วัดชี 

การบวชครองเพศชีในสังคมพม่า มีทั้งการบวชชั่วคราว บวชนาน และบวชชั่วชีวิต การบวชชั่วคราวนั้น มักเป็นการบวชเพื่อบุญกุศล บวชแก้บน หรือบวชปฏิบัติธรรมตามโอกาส ที่ครองเพศชีอยู่นานจะบวชเพื่อศึกษาหาความรู้ หรือไม่ก็บวชเพราะหนีปัญหาชีวิต แม่ชีที่บวชเพียงชั่วคราวจะเรียกว่า ดุลฺลภะ-ตีละฉี่ง

ส่วนการบวชนานจนชั่วชีวิตนั้น โดยมากสืบเนื่องมาจากกลุ่มผู้บวชชั่วคราวและกลุ่มผู้บวชนานนั่นเอง หญิงพม่ามักบวชชีด้วยศรัทธาในแนวทางพุทธศาสนา และมีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่บวชด้วยหวังพึ่งพุทธศาสนาเป็นทางออกแก่ชีวิต แต่ไม่ว่าจะบวชช่วงสั้น ยาวนาน หรือจะบวชด้วยเหตุผลใดก็ตาม ชาวพุทธพม่าจะให้ความเคารพต่อชี หากเป็นแม่ชีมีวุฒิหรือสูงวัยจะต้องเรียก ซยาจี แปลว่า "ครูใหญ่" และเรียกชีวัยเด็กวัยสาวว่า ซยาเล แปลว่า"ครูน้อย" คำว่า ซยา แปลว่า "ครู" และเวลาพูดกับชีจะต้องกล่าวลงท้ายอย่างสุภาพด้วยคำว่า "พะยา" เทียบได้กับ "เจ้าค่ะ" หรือ "ขอรับ" ดุจเดียวกับพูดกับพระสงฆ์ ทั้งนี้เพราะพม่าถือว่าชีเป็นผู้ทรงศีลและมีความรู้ด้านพุทธศาสนา ช่วยสืบพระศาสนา อีกทั้งเห็นว่าชีมีหน้าที่ในการอบรมสั่งสอน โดยอยู่ประจำสำนักซึ่งเป็นดุจโรงเรียน ชีพม่าจึงได้รับการยกย่องเช่นเดียวกับสงฆ์

ในการครองชีวิตชีพม่านั้น จะไม่สะสมสิ่งของเครื่องใช้ ของใช้ส่วนตัวของชีนอกจากผ้าครองกาย ๖ ชิ้นแล้ว จะมีของใช้อีก ๖ อย่าง ได้แก่ มีดโกน ร่ม รองเท้า หีบ สร้อยประคำ และถาดรับข้าวสาร

ชีมักจะออกเรี่ยไรสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ของที่ได้รับมักเป็นข้าวสารและเงิน ไม่มีการถวายเครื่องคาวหวาน อีกทั้งชีมักต้องจัดหากับข้าวเอง โดยจับกลุ่มทำอาหารแบ่งปันกันในวัด เว้นแต่วัดชีที่ได้ผู้ศรัทธาที่มีฐานะให้การอุปถัมภ์ จึงจะอยู่ดีกินดี ชีไม่เพียงแต่ต้องจัดหาอาหารเองเท่านั้น ชียังต้องคอยเตรียมอาหารถวายพระเป็นครั้งคราว เพราะถือเป็นการทำบุญกุศลเช่นเดียวกับฆราวาส

ในอดีตมีหญิงพม่าบวชชีเพราะหนีภัยสงคราม และเลี่ยงราชภัย ดังมีบันทึกไว้ว่า นางสลิ่นสุพยา ราชธิดาของพระเจ้ามินดง ผู้กินตำแหน่ง ตะบีงด่าย มีฐานะว่าที่อัครมเหสีของกษัตริย์องค์ถัดไป ซึ่งคือพระเจ้าธีบอหรือสีป่อ แต่ด้วยนางเกรงอำนาจของพระนางอะเลนันดอกับ นางสุพยาลัต นางสลิ่นสุพยาจึงออกบวชเป็นชีจนชั่วชีวิต
และในช่วงสงคราม ผู้หญิงพม่าก็ได้อาศัยวัดชีเป็นที่พึ่งหนีความอดอยากและความโหดร้ายจากภัยสงคราม

แม้แม่ชีพม่าจะมีฐานะไม่ต่ำต้อยนัก แต่พ่อแม่ที่มีฐานะดีมักไม่นิยมให้ลูกสาวบวชชีเพื่อหลีกหนีชีวิตฆราวาส ส่วนมากจะยอมให้บวชเพียงชั่วคราวเพื่อหวังกุศล ศึกษาหาความรู้ หรือเพื่อปฏิบัติธรรม เว้นแต่จะมีจิตมุ่งมั่นจริงๆ ก็อาจบวชชีไปตลอดชีวิต

บางส่วนจาก ชีวิตแม่ชีในสังคมพม่า
อรนุช-วิรัช นิยมธรรม
Myanmar Studies Center

#อีจันบันเทิง 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ค.คนรักวุ้น ม.เหมียววุ่นวาย
ค.คนรักวุ้น ม.เหมียววุ่นวาย
อยู่กับภาพยนตร์..จนก็ยอม
อยู่กับภาพยนตร์..จนก็ยอม
เดวิด อัศวนนท์ "อยู่วงการนี้ต้องเป็นคนหนังหนา"
เดวิด อัศวนนท์ "อยู่วงการนี้ต้องเป็นคนหนังหนา"
แอ ภัทราริน  ..ความรัก การงาน ความซื่อสัตย์ ..
แอ ภัทราริน ..ความรัก การงาน ความซื่อสัตย์ ..
"ข้าคือชีวิต...I'm Alive"
"ข้าคือชีวิต...I'm Alive"