ข่าวทั่วไป 31 พฤษภาคม 2563 | 15:44 น.

โชเฟอร์รถขนซากเครื่องบินร้องปวีณา ถูกแจ้งข้อหาประมาททำคนตาย ทั้งที่ทำตามคำสั่งนายจ้าง

เขียนโดย อีจัน
โชเฟอร์รถขนซากเครื่องบินร้องปวีณา ถูกแจ้งข้อหาประมาททำคนตาย ทั้งที่ทำตามคำสั่งนายจ้าง

คนขับรถเทรลเลอร์ขนซากเครื่องบิน ร้อง ปวีณา ถูกกล่าวหาประมาททำคนตาย พ้อทำไมต้องมารับกรรมคนเดียว!

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ครอบครัวของนายเก่ง อายุ 20 ปี เข้าร้องทุกข์ต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ขอความเป็นธรรม หลังลูกชายและเพื่อนร่วมงานไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อซากเครื่องบินเพื่อส่งขาย แต่ขณะเดินทางขนซากเครื่องบิน รถขนซากเครื่องบินไม่สามารถผ่านสายไฟฟ้าได้ หัวหน้างานจึงให้ลูกน้องไปช่วยยกสายไฟฟ้าขึ้น จังหวะนั้น ทุกคนถูกไฟฟ้าดูด และนายเก่งเสียชีวิต แต่ไม่ได้รับการติดต่อเพื่อเยียวยาหรือรับผิดชอบจากบริษัทที่ทำงานใดๆ เลย

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน

ความคืบหน้าล่าสุด (31 พฤษภาคม 2563) ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นายบอล อายุ 36 ปี กับนางเบญ อายุ 32 ปี (ทั้งสองนามสมมุติ) สองสามีภรรยา อาชีพขับรถเทรลเลอร์ และนายติ่ง (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี เด็กขนซากเครื่องบิน เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ โดย นายบอล เล่าว่า ตนเป็นคนขับรถเทรลเลอร์ที่ขนซากเครื่องบินคันที่เกิดเหตุ ขณะนั้นมีรถที่ขนซากเครื่องบินทั้งหมด 3 คัน ขับตามกันไป คันที่ 1 เป็นรถเทรลเลอร์ คันที่ 2 เป็นรถ 12 ล้อ และคันที่ 3 ที่ตนเองขับเป็นรถเทรลเลอร์ เมื่อไปถึงทางเข้าลานเก็บซากเครื่องบิน มีสายไฟพาดผ่านอยู่ด้านหน้า รถทั้ง 3 คันจึงหยุดจอดไม่วิ่งฝ่าเข้าไป ขณะที่นายจ้างซึ่งขับมาตามมาด้วยตลอดทางเห็นเหตุการณ์ ก็ได้ใช้วิทยุสื่อสารสั่งการให้เด็กที่ทำหน้าที่ขนซากซึ่งนั่งมาด้วยกับรถทั้ง 3 คัน ลงมาช่วยกันหาอะไรมาเขี่ยค้ำยันสายไฟเพื่อให้รถผ่านไป

ภาพจากอีจัน

ภาพจากอีจัน


นายบอล (คนขับรถคันที่ 3) กล่าวต่อว่า นายจ้างเป็นคนดูทาง ดูระยะห่างของสายไฟให้และสั่งการให้คนขับแต่ละคันขับเข้าไปในลานจอด ซึ่งรถเทรลเลอร์คันแรกขับเข้าไปได้ไม่มีปัญหา ส่วนรถคันที่ 2 รถ 12 ล้อ นายจ้างได้สั่งให้เด็กขนซากเครื่องบินช่วยกันใช้ไม้ค้ำยันดันสายไฟขึ้นจนรถสามารถขับเข้าไปได้ พอถึงรถคันที่ 3 ที่ตนขับ นายจ้างก็ได้สั่งให้เด็กขนซากเครื่องบินที่นั่งมากับรถแต่ละคันช่วยกันใช้ไม้ค้ำยันสายไฟขึ้นไป และนายจ้างได้ดูระยะห่างสายไฟพร้อมสั่งให้ตนค่อยๆ ขับรถเดินหน้าเข้าไป จนเกิดเหตุไม่คาดคิดเพราะไฟฟ้าช็อตเด็กที่ช่วยกันใช้ไม้ค้ำสายไฟ บางคนถูกไฟดูดติดอยู่บนรถ บางคนกระเด็นตกลงมาที่พื้นถนนได้รับบาดเจ็บกันทั้งหมด 5 คน ซึ่งต่อมานายเก่ง อายุ 20 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เสียชีวิตลง

และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพร้อมสอบสหวิชาชีพเด็กขนซากเครื่องบิน 2 คนที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ซึ่งตนเองก็ได้เดินทางไปด้วย โดยทั้ง 2 คน ก็ให้การชัดเจนว่านายจ้างเป็นคนสั่งการทุกอย่าง แต่ทางพนักงานสอบสวนก็ยังแจ้งกับตนอีกว่าจะต้องให้ตนไปสอบปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งตนก็ไม่ได้ขับรถฝ่าเข้าลานจอดหรือทำคนตาย ทั้งหมดนายจ้างเป็นคนสั่งการ และเป็นคนดูทางให้

ภาพจากอีจัน


ตนตัดสินใจเองไม่ได้เพราะนายจ้างเป็นหัวหน้า ตนจำต้องเชื่อฟังและทำตาม แต่ทำไมตนต้องมารับกรรมถูกดำเนินคดีเพียงคนเดียว ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับคนที่ไม่มีทางสู้ แต่ทำไมคนที่เป็นนายจ้างไม่ถูกดำเนินคดีด้วย ทั้ง ๆ ที่เป็นคนสั่งการ ตนเป็นลูกจ้างต้องรับคำสั่งอย่างเดียว ตนทำงานกับนายจ้างมาร่วม 4 เดือน รู้ว่านายจ้างเป็นคนมีชื่อเสียงรู้จักคนใหญ่คนโต เวลาให้ขับรถขนซากเครื่องบินไปที่ไหนตลอดเส้นทางจะไม่เคยถูกตำรวจเรียกตรวจเลยสั่งครั้ง แม้กระทั่งวันเกิดเหตุวิ่งในช่วงเวลาเคอร์ฟิวจากจังหวัดชลบุรีไป อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เรียกตรวจเลยตลอดเส้นทาง แล้วคนจนๆ อย่างตต้องมารับกรรม ตนจึงอยากขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเรียกร้องให้ความเป็นธรรมกับตนด้วย

ภาพจากอีจัน


ขณะเดียวกัน นายติ่ง (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี เด็กขนซากเครื่องบินที่อยู่ในเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำและสอบสหวิชาชีพแล้ว ก็พร้อมจะเป็นพยานให้กับเพื่อนร่วมงานที่บาดเจ็บและเสียชีวิตเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม โดยนายติ่ง กล่าวว่า ตอนที่ไปถึงหน้าทางเข้าลานจอดซากเครื่องบินซึ่งมีสายไฟฟ้าพาดผ่าน รถขนซากทั้ง 3 คัน ได้หยุดจอดอยู่หน้าทางเข้า โดยมีคนดูแลลานจอดออกมาบอกว่าก่อนหน้านี้ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้ามาเคลื่อนย้ายสายไฟแล้วให้รอเจ้าหน้าที่มาก่อนอย่าเพิ่งเข้ามา

แต่นายจ้างก็บอกว่ายังไงก็ต้องให้รถเข้าไปให้ได้ พร้อมสั่งการทางวิทยุสื่อสารให้พวกตน 5 คน ปีนขึ้นไปบนรถหาอุปกรณ์เขี่ยสายไฟฟ้าและค้ำยันเพื่อให้รถผ่านไปให้ได้ ส่วนนายจ้างคอยดูทาง ดูสายไฟให้และยืนยันว่าสายไฟพ้นแล้วให้ขับเข้าไปได้จนกระทั่งมาเกิดเหตุ

ภาพจากอีจัน


“ตนมาทำงานอยู่กับนายจ้างได้ปีเศษ ตั้งแต่อายุ 14 ปีจนกระทั่งมาถึงตอนเกิดเหตุ เพื่อนร่วมงานก็จะเป็นเด็กเยาวชนหรือหนุ่มๆ เพราะต้องทำงานหนัก ทำทุกอย่างที่เจ้านายใช้ รื้อซากเครื่องบิน ขนซากเครื่องบินไปตามที่ต่างๆ ต้องเสี่ยงอันตรายตลอด บางครั้งนายจ้างจะให้ใช้แม่แรงยกเครื่องบินเพื่อบรรทุกขึ้นรถเทรลเลอร์ซึ่งต้องใช้คนประมาณ 4 คน ใช้แม่แรงพร้อมๆ กัน แทนที่จะจ้างรถเครนมายก หากแม่แรงเกิดขัดข้องหรือทั้ง 4 คน เกิดมีใครผิดพลาดซากเครื่องบินอาจตกมาทับเสียชีวิตหรือเจ็บก็ได้ และงานก็จะไม่เป็นเวลา บางวันทำตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 1 ตี 2 บางวันกลางดึกนายจ้างก็ปลุกเรียกมาทำงาน ช่วงที่มีงานจะลาหยุดลาป่วยไม่ได้เลยต้องอดทนทำงานจนเสร็จ ส่วนค่าแรงก็ไม่แน่นอนทั้งที่เคยตกลงกันวันละ 500 บาท แต่พอถึงเวลาจริงๆ บางวันก็ได้ 100-200 บาท ที่ตนยังทนทำอยู่เพราะหวังจะได้เงินค่าแรงจากนายจ้างให้ครบ เพราะเวลาเงินเดือนออกเขาจะไม่จ่ายครบในทีเดียว เลยต้องอดทนทำงานเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้น และที่ผ่านมาตนก็ไม่ได้ไปเรียนหนังสือ อยากจะเรียนหนังสือเหมือเด็กคนอื่นบ้าง” นายติ่ง กล่าว

ภาพจากอีจัน


เบื้องต้น นางปวีณา จะประสานนายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องการใช้แรงงานเด็กที่เสี่ยงอันตรายและผิดกฎหมายแรงงาน รวมถึงเรียกร้องค่าแรงที่นายจ้างยังจ่ายไม่ครบ พร้อมให้ประกันสังคมเรียกนายจ้างมาขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน โดยในวันที่ 1 เมษายน 2563 จะให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ พานายติ่ง และ ผู้ปกครอง ไปพบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน

สำหรับทางด้านคดี นางปวีณา จะประสาน พล.ต.ท.อภิชาติ ศิริสิทธิ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ช่วยเข้ามาให้ความเป็นธรรมตรวจสอบค้นหาความจริงด้านคดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมราชทัณฑ์ เตือนภัย มิจฉาชีพ แนวใหม่ หลอกเรียกรับเงินญาติผู้ต้องขัง
กรมราชทัณฑ์ เตือนภัย มิจฉาชีพ แนวใหม่ หลอกเรียกรับเงินญาติผู้ต้องขัง
สุดทรหด เด็กชาย 2 พี่น้อง ขอข้าวชาวบ้านประทังชีวิต แม่ ลั่น ใครจะรับไปดูแลพร้อมยกให้
สุดทรหด เด็กชาย 2 พี่น้อง ขอข้าวชาวบ้านประทังชีวิต แม่ ลั่น ใครจะรับไปดูแลพร้อมยกให้
สิ้นเดือนเเสนเวทนา ราคาน้ำมันขึ้น 30 สตางค์
สิ้นเดือนเเสนเวทนา ราคาน้ำมันขึ้น 30 สตางค์