ข่าวอีจัน 22 มิถุนายน 2563 | 16:19 น.

ศธ. เผย มีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยโควิด-19 จากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90

เขียนโดย อีจัน
ศธ. เผย มีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินความปลอดภัยโควิด-19 จากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90

กระทรวงศึกษาธิการ เผย ร้อยละ 90 ของสถานศึกษาผ่านการประเมินความปลอดภัย ลดแพร่เชื้อโควิด-19 แล้ว

วันนี้ (22 มิ.ย. 63) นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยถึงมาตรการด้านการศึกษา ซึ่งจะมีการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้มีแคมเปญ Back to Healthy School โรงเรียนสุขภาพดี นักเรียนมีความสุข ที่ได้เลื่อนการเปิดเทอมจากเดิม ที่มีการเปิดเทอมในวันที่ 16 พ.ค. - 10 ต.ค. และวันที่ 1 พ.ย. - 31 มี.ค. เป็นวันที่ 1 ก.ค. - 14 พ.ย. และ 1 ธ.ค. - 10 เม.ย. ซึ่งภาคเรียนใหม่จะมีวันเรียนประมาณ 180 วัน และจะมีวันหยุดที่น้อยกว่าเดิม โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้โรงเรียนมีอิสระในการสอนเพิ่ม อาจจะสอนเพิ่มในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือสอนเพิ่มตอนเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อให้มั่นใจได้ว่านักเรียนจะได้รับความรู้ที่ครบถ้วน

ภาพจากอีจัน


นอกจากนี้ กรมอนามัยและกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกคู่มือการปฏิบัติของสถานศึกษา ซึ่งได้มีการแจกจ่ายและทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในคู่มือได้แบ่งออกเป็น 6 มิติ ซึ่งมิติที่ 1 เป็นเรื่องความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค จำนวน 20 ข้อ เป็นมิติสำคัญที่สถานศึกษาทุกแห่งจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน ห้ามขาด จึงจะสามารถเปิดเรียนได้ ส่วนที่เหลือ มิติที่ 2-6 รวม 24 ข้อ จะเป็นมิติเพิ่มเติมที่โรงเรียนจะต้องปฏิบัติต่อไป โดยกรมอนามัยจะประเมินจากแบบประเมินที่เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ จนถึงวันนี้ได้มีสถานศึกษาที่ผ่านการประเมินจากกรมอนามัยแล้วร้อยละ 90 ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา ที่สถานศึกษาทั้งหมดจะผ่านเกณฑ์ 20 ข้อนี้ทั้งหมดร้อยละ 100 ก่อนการเปิดภาคเรียน

ภาพจากอีจัน


สำหรับมาตรการหลักที่ใช้ในการตรวจสถานศึกษา ได้แก่ ตรวจอุณหภูมิ ตรวจสอบการสวมหน้ากาก ล้างมือจัดเตรียมสบู่ แอลกอฮอล์ ลดแออัด เว้นระยะห่าง และทำความสะอาดพื้นผิว ซึ่งประเด็นที่คาดว่าปฏิบัติได้ยากที่สุดคือการเว้นระยะห่างในห้องเรียน 1.5 เมตร ได้ข้อสรุปว่า จำนวนโรงเรียนที่สามารถเว้นระยะห่างได้ และสามารถจัดเรียนได้ปกติมี 31,000 โรงเรียน

ส่วนโรงเรียนที่มาเรียนพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับกันมาเรียนมีจำนวน 4,500 โรงเรียน สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนแอร์ และออนไลน์ เพื่อดูแลนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียน โดยได้มีการประชุมหารือโดยครู และผู้ปกครองที่เป็นกรรมการของสถานศึกษา เพื่อหาวิธีที่จะสลับการเรียนการสอนในโรงเรียนที่จะต้องสลับกันมาเรียน สรุปได้ 5 วิธี ได้แก่

1. เรียน 5 วัน หยุด 9 วัน (อาทิตย์เว้นอาทิตย์)
2. สลับเรียนเช้า-บ่าย
3. สลับวันคี่/วันคู่
4. สลับเรียน
5. เรียนผสม

สำหรับประเด็นอื่น ๆ กรณีรถโรงเรียน ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการดูแล หรือที่โรงเรียนเหมามาเอง จะต้องนั่งตามที่กำหนดและสวมหน้ากาก หากที่นั่งตามที่กำหนดไม่พอ ให้เพิ่มจำนวนรถ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบงบประมาณในส่วนนี้ให้กับโรงเรียนแล้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังระบุถึงเรื่องการนอนของเด็กเล็กด้วยว่า จะต้องนอนห่างกัน 1.5 เมตร หันเท้าชนกัน และไม่ต้องสวมหน้ากาก ส่วนอาหารกลางวัน จะผลัดกันรับประทาน แบ่งให้มี 3-4 ผลัด ระยะเวลาเหลื่อมกัน 30 นาที แล้วแต่จำนวนนักเรียน

ส่วนกรณีการสอบวัดผล กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ โดยนักเรียน ม.6 จะต้องสอบ ส่วนนักเรียนชั้นอื่น หากมีการสอบ จะต้องมีการปรับตัวชี้วัดในปีที่ประสบปัญหาการติดเชื้อของโควิด-19 เพื่อให้นักเรียนถูกวัดผลได้อย่างยุติธรรม ในกรณีที่ร้ายที่สุด หากพบผู้ต้องสงสัยหรือมีเกณฑ์ติดเชื้อภายในโรงเรียน จะมีการคัดแยกผู้มีอาการ แจ้งผู้ปกครอง แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หากตรวจพบเชื้อจะทำการปิดโรงเรียน 3 วันเพื่อทำความสะอาด และผู้ใกล้ชิดกักตัว 14 วัน โดยทาง ศบค. ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อต้องการให้ใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ โดยเด็กโตสามารถปฏิบัติได้เอง ในส่วนเด็กเล็ก ให้คุณครูเป็นผู้รวมรายชื่อ เพื่อกระทรวงสาธารณสุขสามารถตรวจสอบได้ในอนาคต

และกรณีโรงเรียนชายขอบ ไม่อนุญาตให้นักเรียนเดินทางเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียนในประเทศ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากต้องการเรียนจริง ๆ ให้เดินทางเข้าประเทศเพื่อรับการกักตัว 14 วัน และห้ามกลับออกนอกประเทศระหว่างนั้น จึงจะสามารถเข้าเรียนได้ โดยจะมีการเรียนการสอนผ่านทีวี และให้ครูส่งและเก็บใบงานผ่านกล่องทุกวัน เพื่อลดการสัมผัสโดยตรง นายวราวิช กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ม.รามคำแหง ให้นักศึกษา แต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบได้
ม.รามคำแหง ให้นักศึกษา แต่งกายตามเพศสภาพเข้าสอบได้
นายกฯ กำชับครู อย่าให้ความรุนแรงลงโทษเด็ก
นายกฯ กำชับครู อย่าให้ความรุนแรงลงโทษเด็ก
สิ้นเดือนเหมือนรู้! ทองขึ้นอีก 150 บาท
สิ้นเดือนเหมือนรู้! ทองขึ้นอีก 150 บาท