แม่ใจสลาย ต้องยุติการตั้งครรภ์ เพราะรพ.สลับเอกสาร แจ้งเสี่ยงเป็นดาวน์

พ่อแม่ใจสลาย ต้องยุติการตั้งครรภ์ เพราะโรงพยาบาลส่งผลการตรวจเลือดสลับ แพทย์จึงเจาะน้ำคร่ำตรวจวินิจฉัยดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์ผิดคน

เรื่องราวสุดบีบหัวใจค่ะ คุณแม่ตั้งครรภ์ 17 สัปดาห์ ต้องจำใจเสียลูกเพราะ โรงพยาบาลส่งผลการตรวจเลือดสลับ แพทย์จึงเจาะน้ำคร่ำตรวจวินิจฉัยดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์ผิดคน คุณแม่เจ็บปวดซ้ำสองหลังเจาะน้ำคร่ำ เกิดภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วทำให้ต้องยุติการตั้งครรภ์

วันที่ 24 ต.ค.66 เวลา 13.00 น. คู่พ่อแม่ เข้าร้อง “ปวีณา” รพ.แนบเอกสารผิดใบเดียวแลกกับ 1 ชีวิต ครอบครัวต้องสูญเสียลูกในครรภ์ หลังผลเลือดระบุทารกในครรภ์มีความเสี่ยงดาวน์ซินโดรม แพทย์เจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซมผิดคน ก่อนจะเกิดภาวะถุงน้ำคร่ำรั่วทำให้ทารกเสียชีวิต ต้องตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ทั้งน้ำตา

ซึ่งทางคุณแม่เล่าว่าเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมาได้ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านพุทธมณฑลและในวันที่ 21 ก็.ย. แพทย์ได้นัดไปเจาะเลือดและโทรแจ้งผล วันที่ 28 ก.ย. ทางรพ.แจ้งกับคุณแม่ว่าผลเลือดเด็กในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเป็นดาวน์ซินโดรมทางแพทย์จึงนัดตรวจวันที่ 3 ต.ค. เพื่อเจาะน้ำคร่ำตรวจโครโมโซมวินิจฉัยดาวน์ซินโดรมในทารก

คุณแม่เล่าว่าตอนนั้นก็สงสัยว่าอายุเพียง 32 ปี และท้องลูกคนแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร คิดว่าการเจาะน้ำคร่ำอาจจะมีความเสี่ยงต่อโรคในครรภ์จึงไปตรวจNips (วิธีการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมของลูกในครรภ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อแม่และลูกโดยแพทย์จะเจาะเจาะเลือดของคุณแม่ไปตรวจในห้อง แลป) แล้วจะทราบผลในวันที่ 6 ต.ค.

ระหว่างรอผลวันที่ 3 ต.ค. คุณแม่ก็ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลตามที่เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้มาพบแพทย์เพื่อเจาะน้ำคร่ำเจ้าหน้าที่ก็ได้ให้บัตรคิวแนบกับสมุดบันทึกแม่และเด็กเพื่อรอพบแพทย์ พอมาถึงคิวเจ้าหน้าที่ก็เรียกหมายเลขบัตรคิวที่ถือแต่ไม่ได้เรียกชื่อหรือนามสกุลแต่อย่างใด

เมื่อคุณแม่เข้าพบแพทย์ก็ได้แจ้งไปแล้วว่าตรวจเย็บมาแล้วอยากให้รอผลก่อนในวันที่ 6 ตุลาคมจะขอเลื่อนวันนัดเจาะน้ำคร่ำออกไปก่อน แต่แพทย์ได้อ่านผลตรวจเลือดบอกว่าทารกในครรภ์มีความเสี่ยงสูงควรรีบเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมหากช้ากว่านี้จะไม่เป็นผลดี จึงถามต่อว่า ความเสี่ยงของคุณแม่ คือเท่าไหร่คุณหมอแจ้งว่า 1/40 คุณแม่จึงยอมให้หมอเจาะตรวจน้ำคร่ำในวันนั้นและ ตรวจเสร็จก็เดินทางกลับบ้าน

คุณแม่เล่าต่อว่าหลังกลับบ้านรู้สึกเหมือนมีน้ำไหลออกมาตอนนั้นจึงไปหาผ้าอนามัยมาใส่และนอนนิ่งๆ ตามคำแนะนำของแพทย์

และในวันที่ 4 ตุลาคม คุณแม่จึงนั่งดูสมุดบันทึกแม่และเด็กเด็กและพบเอกสารผลเลือดคัดกรองดาวน์ซินโดรมที่ไม่ใช่ชื่อของตนเองแต่กลับเป็นชื่อของผู้หญิงอายุ 42 ปีซึ่งซึ่งตอนนั้นมั่นใจว่าแพทย์ได้เจาะน้ำคร่ำผิดคนแล้วเพราะเอกสารผลเลือดที่ระบุ จึงปรึกษากับคุณพ่อว่าควรทำอย่างไรต่อ

ต่อมาในวันที่5 จึงได้นำเอกสารดังกล่าวไปสอบถามที่โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรแจ้งว่าเอกสารผิดพลาดก่อนนำใบนั้นไปทิ้งและปริ้นผลใบตรวจเลือดใหม่ที่เป็นชื่อของตนมาแนบสมุดบันทึกแม่และเด็กและเมื่อดูผลเลือดก็ไม่ได้ระบุว่าทารกมีความเสี่ยงเป็นดาวน์ซินโดรม

และในวันที่ 6 ตุลาคม ผลการตรวจnipsออก โครโมโซมของทารกในครรภ์ปกติทุกอย่างทำให้คุณแม่รู้สึกช็อคมาก เพราะว่าตนถูกเจาะน้ำคร่ำไปแล้วหากเกิดอะไรขึ้นกับลูกจะทำยังไง เพราะตั้งแต่วันที่เจาะจนถึงวันที่หกตุลาต้นยังมีน้ำคร่ำไหลออกมาเรื่อยเรื่อยคุยกับทางครอบครัวจึงตัดสินใจย้ายโรงพยาบาลและได้เข้าตรวจร่างกายพบว่าถุงน้ำคร่ำรั่วทางโรงพยาบาลจึงให้ แอดมิตดูอาการ ระหว่างนอนดูอาการเด็กในครรภ์ก็อาการแย่ลงเรื่อยเรื่อยจนวันที่ 10 ตุลาคมแพทย์จึงให้คุณแม่ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์

หลังจากที่คุณแม่ออกจากโรงพยาบาลก็ได้ไปติดต่อร้องเรียนโรงพยาบาลเก่าที่เจาะถุงน้ำคล่ำจนเป็นเหตุให้ต้องสูญเสียลูกไปทางโรงพยาบาลได้ให้คุณแม่ไปพบกับเจ้าหน้าที่และนิติกรณ์เพื่อสอบถามรายละเอียดเท่านั้นแต่ไม่มีคำขอโทษหรือแจ้งว่าจะรับรับผิดชอบอย่างไรทางครอบครัวจึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์มูลนิธิปวีณา

ซึ่งทาง นางปวีณาได้พูดถึงเหตุการณ์นี้ว่าไม่น่าเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลใหญ่ที่เปิดมาเป็นเวลานานและจากเรื่องที่คุณแม่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่น่าสงสัยว่าน่าจะเกิดข้อผิดพลาดจากโรงพยาบาลที่มีนโยบายไม่เรียกชื่อคนไข้เรียกแต่หมายเลขและทางโรงพยาบาลได้สลับหมายเลขคนไข้ทำให้ใบตรวจเลือดคนไข้สลับกันจึงเป็นเหตุให้คุณแม่ต้องสูญเสียลูกในครรภ์

และทางนางปวีณา จะประสานไปยังท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบกับครอบครัวคนไข้รายนี้และปรับปรุงแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก