รู้สึกตัวเองไม่มีความสุขเเค่ไหน ถึงต้องไปพบจิตเเพทย์

เช็กให้ชัวร์! ช่วงนี้รู้สึกไม่มีความสุข เเละอารมณ์ดาวน์ๆ ถึงขั้นไหน เราควรต้องไปพบเเพทย์
รู้สึกตัวเองไม่มีความสุขเเค่ไหน ถึงต้องไปพบจิตเเพทย์

เรารู้สึกไม่มีความสุขขนาดไหน ถึงต้องไปพบจิตเเพทย์ เคยสังเกตตัวเองมั๊ย?

หลาย ๆ คนมีข้อสงสัยว่าจะต้องมีอาการหนักแค่ไหนหรือถึงขั้นไหนจึงควรไปพบจิตแพทย์?

โดยข้อมูลจาก #สมาคมจิตเเพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า

จริง ๆ แล้ว ไม่ต่างจากโรคทางกายอื่น ๆหากคน ๆ หนึ่งรู้สึกว่ามี “ปัญหาที่จัดการเองไม่ได้”

นั่นก็เพียงพอแล้วค่ะที่จะไปปรึกษาแพทย์ดู (ถ้าใช้ คำว่า หาหมอดู อาจจะสับสนได้ 555)

แล้วแพทย์จะประเมินและวินิจฉัยเองว่า ปัญหานั้นเกิดจากอะไรเป็นอาการหนึ่งของภาวะหรือโรคอะไรหรือไม่คนไข้นั้น พาตัวเองไปหาหมอก็พอ

ปัญหาหลัก ๆ ที่มักพาคนไข้มาพบจิตแพทย์ ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ความคิด ความจำ สมาธิการกินการนอนอาการทางกายที่หาสาเหตุไม่ได้พฤติกรรม การแสดงออก การใช้เวลา

สถานการณ์ที่ยุ่งยากชวนลำบากใจ ก็อาจเป็นเรื่องที่ปรึกษาได้เช่นกัน เช่น การเรียนการทำงาน ความสัมพันธ์ มีจุดเปลี่ยนในชีวิต เป็นต้น

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อมีสถานการณ์ชีวิตที่ก่อให้เกิดความเครียด เช่น ตกงาน , อกหัก , คนรักเสียชีวิต เป็นต้น ก็น่าจะถือว่า การนอนไม่หลับ จิตตก ฟุ้งซ่าน ทำงานไม่ได้ ฯลฯ ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ(เสมอ)เพราะสิ่งที่เจอนั้น มันก็น่าเครียดจริงๆ

ความเข้าใจนี้ถูกต้องส่วนหนึ่ง

อีกส่วนคือ หากอาการเหล่านั้น หนักหนาและอยู่ต่อเนื่องยาวนาน จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตแล้วล่ะก็ มีความเป็นไปได้สูงว่า คน ๆ นั้นอาจอยู่ในภาวะเสียศูนย์ หรือมีโรคอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น การมีสาเหตุที่ “เข้าใจได้” ว่ากดดันทางจิตใจไม่ได้แปลว่า อาการที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ก็ถือว่าปกติ

เราจะบอกว่า อาการที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ในระดับที่เข้าข่ายเป็น “โรค” ควรได้รับการรักษา

ก็ต่อเมื่อ อาการนั้น

อยู่​นาน กว่าที่ควร / กว่าที่คนส่วนใหญ่เป็น และที่เราเคยเป็น

และที่สำคัญ คือ เป็นหนัก จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต … ซึ่งหมอเรามักจะเรียกกันว่า “เสีย function”

แล้ว #functions ของคน ๆ หนึ่งมีอะไรบ้าง?

สิ่งที่คนคนหนึ่งควรดูแลรับผิดชอบให้มีได้ แบ่งเป็น 3 ด้านใหญ่ ๆ ได้แก่

1. การมีสุขภาพกายและใจที่ดี

2. การรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองตามวัย ได้แก่ การเรียน การทำงาน การดูแลลูกหลาน เป็นต้น

3. การดูแลความสัมพันธ์ให้ราบรื่น

ความเครียดในระดับปกติ (normal reaction to abnormal situation) จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อ 3 ด้าน ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากอาการรุนแรงมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อจัดได้ว่าเป็นโรค ก็มักจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างชัดเจน และโดยส่วนใหญ่ มักจะไม่ได้ถูกกระทบแค่ด้านเดียว

ตัวอย่างเช่น

โรคซึมเศร้า จะทำให้ผู้ป่วยเบื่อหน่าย เนือย เหนื่อย ท้อแท้ หาความสุขในชีวิตได้ยาก อ่อนเพลีย ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ หลายคนเอาแต่นอน (จนดูเหมือนขี้เกียจ) บางคนก็ปวดนู่นปวดนี่ ไมเกรนกำเริบบ่อยๆ

อ่อนเพลีย เหนื่อย สมาธิไม่ดี ขี้ลืม ทำงานแย่ลงกว่าเก่า วัยเรียนจะเรียนไม่รู้เรื่อง เกรดตก วัยทำงานจะทำงานเสร็จช้าลง มีข้อผิดพลาดในการทำงาน จนถึงลางานบ่อยผิดปกติ

ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพูดกับใคร (ส่วนหนึ่งเป็นการตั้งใจเลี่ยงเพราะรู้ตัวว่าพูดแล้วมักจะหงุดหงิดง่าย) มีเรื่องทะเลาะผิดใจกับคนใกล้ชิดบ่อยๆ ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ

ดังนั้น อาการระดับที่ควรพบแพทย์ คือ อาการที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพ หน้าที่ และ/หรือ ความสัมพันธ์ ของเราอย่างชัดเจน … หรือสั้นๆ ก็คือ เมื่อเริ่ม #เสียfunction นั่นเองค่ะ

สรุป คือ ดูที่ ผลกระทบต่อคนๆนั้น ไม่ใช่ที่ตัวเหตุการณ์

หากใครสังเกตตัวเองแล้วไม่แน่ใจว่า อาการของตัวเองเข้าข่ายเป็นโรคหรือไม่ หมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความชัดเจนค่ะ

เพราะหากอาการเป็นเพราะโรคจริง ๆ การรักษาแต่เนิ่น ๆ ก็จะง่ายกว่าการปล่อยทิ้งไว้ แล้วรักษาเมื่อโรคดำเนินไปรุนแรงแล้วมาก ๆ ค่ะ

ขอบคุณข้อมูล หมอมีฟ้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

No stories found.

ข่าวยอดนิยม

No stories found.
อีจัน
www.ejan.co