ชัยวัฒน์ ร่วมพญาเสือ จับชายรุกป่า ขสป.คลองพระยา

ผอ.ชัยวัฒน์ ผนึกกำลัง พญาเสือ จับชายรุกป่า ขสป.คลองพระยา – พบ จนท.รัฐ เอี่ยวด้วย?

5 มิ.ย. 67 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการ
สำนักอุทยานแห่งชาติ นำทีม พญาเสือ หน่วยงานเกี่ยวข้อง เข้าจับกุม นายมงคล (สงวนนามสกุล) หลังได้รับแจ้งจาก เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านายหนึ่ง ว่า นายมงคล ได้ทำการบุกรุก ยึดถือ และครอบครองที่ดินบริเวณป่าบ้านน้ำรอบ หมู่ที่ 7 ต.คีรีวง อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา ในป่าสงวนแห่งชาติป่าปลายคลองพระยา

จากการตรวจสอบ ของทีมพญาเสือ พบว่า บริเวณดังกล่าวถูกแผ่วถาง โค่นต้นไม้เพื่อที่จะปลูกพืชผล และยังพบพื้นที่บางส่วนมีการปลูกต้นปาล์มน้ำมัน และยังพบตอไม้ที่มีลักษณะใหม่ ถูกตัดโค่นกระจายอยู่ทั่วในพื้นที่ โดยไม้ที่ถูกตัดโค่น เป็นไม้เนื้ออ่อนขนาดเล็ก ไม่สามารถนำเป็นสินค้าได้

ซึ่งในขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบพื้นที่อยู่นั้น พบบุคคลในพื้นที่อีกจำนวน 2 คน ทราบชื่อ นางอำนวย (สงวนนามสกุล) และนางจุทามาศ (สงวนนามสกุล)

เจ้าหน้าที่ได้สอบถาม ทั้ง 3 คน ว่าเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมีเอกสารสิทธิการครอบครองที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ในที่ตามเอกสารสิทธิใด ทั้ง 3 คน อ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ดั้งเดิม ได้ทำกินโดยไม่มีเอกสารสิทธิหรือสิทธิครอบครองใดๆ โดยทั้งสามเข้ามาทำกิน แผ้วถางในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้ว ประมาณ 2 เดือน เจ้าหน้าที่จึงสอบถามอึกว่าในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ขออนุญาตเข้าทำประโยชน์จากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลใดบ้าง ซึ่งนายมงคล อ้างว่า ได้ขออนุญาตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา คนปัจจุบันแล้ว และหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ตนจึงคิดว่าพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ได้ จึงเข้าทำประโยชน์และปลูกปาล์มน้ำมันเรื่อยมา จนกระทั่งมาถูกตรวจสอบและถูกจับกุม

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจวัดพื้นที่ที่มีการบุกรุกยึดถือครอบครอง พบว่ามีจำนวน 12 จุด เนื้อที่ประมาณ 39.94 ไร่ ซึ่งจากการตรจสอบกับแผนที่แสดงแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา ตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา มาตราส่วน 1:50,000 ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ในแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองพระยา เต็มแปลง รวมถึงซ้อนทับกับป่าสงวนแห่งชาติป่าปลายคลองพระยา และเมื่อนำ 12 จุดที่ถูกบุกรุกมาตรวจสอบในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศออร์โธสี ปี 2545 และภาพถ่ายดาวเทียม ปี 2564 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีสภาพเป็นป่าดิบชื้นสมบูรณ์ ไม่ปรากฏร่องรอยการทำ
ประโยชน์มาก่อน

เจ้าหน้าที่ จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่บุคคลทั้ง 3 คือ

1.ร่วมกันแผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือ หรือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้

2.ครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ่วถาง โดยฝ่าฝืนโดยบทบัญญัติแห่งมาตราก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้

3.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่

4.ร่วมกันยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า หรือทำด้วยประการใดให้เสื่อมสภาพ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมชาติเดิม ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

5.ร่วมกันเก็บหา นำออกไป กระทำการด้วยใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ ดิน หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตรเลียม หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

6.ร่วมกันปลูกตันไม้หรือพฤกชาติอื่น หรือนำ หรือปล่อยสัตว์ทุกชนิดเข้าไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

7.ร่วมกันกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการไม่ว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตรักษาพันธุสัตว์ป่า ผู้นั้นต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหาย

8.ร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

9.ร่วมกันกระทำผิดหรือละเว้นการกระทำด้วยประการโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการทำลาย หรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องรับผิด ชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือ
เสียไป

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ร่วมกันตรวจยึดพื้นที่ยึดถือครอบครอง เนื้อที่ 39.94 ไร่ พร้อมตรวจยึดของกลางอุปกรณ์ในการกระทำความผิด จำนวน 4 รายการ คือ รถกระบะบรรทุกกล้าปาล์มน้ำมัน, กล้าปาล์มน้ำมัน 22 ต้น, มีดพร้า 2 ด้าม และ จอบ 2 ด้าม และได้ทำบันทึกจับกุม พร้อมนำตัวทั้ง 3 คน ส่ง สภ.ปลายพระยา เพื่อดำเนินคดีต่อไป

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากการสืบสวนขยายผล เราทราบว่า นายมงคล เป็นคนกว้างขวาง มีอิทธิพลในพื้นที่ และได้มีการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยจุดที่ตนยืนอยู่นี้ เป็นบริษัท บริษัทหนึ่ง ซึ่งขอใช้ประโยชน์และหมดสัมปทานไปแล้ว แต่กลับมีกลุ่มคนเข้ามาตัดปาล์ม ชักปาล์มมาขาย

พื้นที่ตรงนี้ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของลูกสาวของผู้ถูกจับกุม ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่เราควบคุมตัวไป แล้วก็ยังมีที่ดินทำกินในมาตรา 121 คือที่ดินที่รัฐจัดให้ที่ทำกิน ก็แบ่งเป็นชื่อของลูกสาวและภรรยา ซึ่งนายมงคล มีภรรยาหลายคน

นอกจากนี้ในการสืบสวน ก็พบความเชื่อมโยงในเรื่องของการเงิน ธุรกิจการเงิน การครอบครอง การใช้อำนาจโดยมิชอบ เนื่องจากการซื้อปาล์มในพื้นที่ การได้มาของปาล์ม การครอบครองที่ดิน และการบุกรุก ผู้ต้องหามีความเกี่ยวพันกับเจ้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานที่นี่

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานว่า นายมงคล มีการโทรศัพท์คุยกันกับเจ้าหน้าที่รัฐคนดังกล่าวมากถึง 200 กว่าครั้ง รวมถึงเรายังทราบมาอีกว่า มีการเคลียร์ในเรื่องธุรกิจการเงิน จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบความสัมพันธ์ของบัญชีทั้งสองคน ซึ่งเราจะมีการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องด้วย

การเก็บหาประโยชน์ในพื้นที่ที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มันไม่ได้เก็บหาโดยง่ายเพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย การเข้าไปเก็บหาจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ การเข้าแต่ละครั้งมีทั้งปาล์ม แล้วก็การตัดยางพารา ซึ่งผิดกฎหมาย

“ผู้ต้องหารายนี้มีความสัมพันธ์สนิทมาก กับ หัวหน้าหน่วยงานที่นี่ แล้วก็มีโทรศัพท์โทรคุยกัน 200 กว่าครั้งในช่วงไม่กี่เดือน มันน่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน”

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ที่นี่รับไม่ไหวกับพฤติการณ์ดังกล่าว ก็เลยมาแจ้งกับตน ตนเลยลงมาตรวจสอบ แล้วก็พบว่ามีความเชื่อมโยงกันจริง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังต้องให้ความเป็นทำกับหัวหน้าที่ถูกกล่าวอ้างด้วย

“เรื่องนี้เรามีการสืบสวนมามากถึง 2 เดือน จนได้ข้อเท็จจริง ผมเลยลงมาลุยด้วยตัวผมเอง” นายชัยวัฒน์ กล่าว.